ไป๋ซูเยว่ได้ยินเช่นนั้น มุมปากก็ยกยิ้มกว้างขึ้น “ที่แท้คุณก็แคร์เรื่องนี้นี่เอง”
เธอขยับตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อย ใช้มือยันเบาะนั่งข้างคนขับแล้วพูดว่า
“นั่นเป็นแค่คำสัญญาปากเปล่าที่พ่อแม่ของฉันกับพ่อแม่ของเขาตกลงกันไว้ตอนพวกเรายังเด็ก ฉันไม่เคยยอมรับเลยสักหน่อย”
“แต่ผมได้ยินมาว่าเดือนหน้าคุณจะหมั้นแล้วนี่”
เฉินอินเอนหลังพิงเบาะ พูดอย่างเกียจคร้าน
“คุณรู้ได้ยังไง?”
ไป๋ซูเยว่หลุดปากถามโดยไม่ทันคิด แต่พอพูดจบก็เข้าใจขึ้นมาทันที “เช้าวันนั้นคุณแอบฟังฉันคุยกับแม่เหรอ?”
“เดี๋ยว ๆ เลือกใช้คำหน่อยสิ อะไรเรียกว่าแอบฟัง? ผมฟังอย่างเปิดเผยต่างหาก!”
“ได้ ๆ งั้นก็ฟังอย่างเปิดเผยนั่นแหละ”
ไป๋ซูเยว่ยิ้มจนดวงตาโค้ง “ถ้าอย่างนั้นคุณก็คงได้ยินแล้วใช่ไหมว่าฉันไม่อยากไปร่วมงานหมั้นนั่นเลย”
“แต่ผมว่า พอถึงวันนั้นจริง ๆ พ่อแม่คุณคงจับคุณมัดแล้วหิ้วไปได้อยู่ดี”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มที่มุมปากของไป๋ซูเยว่ก็ค่อย ๆ จางลง ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา
ราวกับนึกภาพเหตุการณ์ในวันนั้นออกแล้ว
เห็นเธอเงียบไป เฉินอินก็ยินดีจะพักผ่อน เขาเอนหลังพิงเบาะหลับตาพักสายตา
แต่ไม่นาน ไป๋ซูเยว่ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ ดวงตาคู่สวยพลันเป็นประกายอีกครั้ง
“เฉินอิน! ไม่งั้นคุณพาฉันหนีตามไปด้วยกันไหม!”
พอเฉินอินได้ยินคำพูดนั้น เกือบจะพ่นน้ำอัดลมรสเค็มออกมา
ให้ตายสิคุณพี่ นี่กำลังล้อเล่นอยู่หรือไง!
ผมเป็นอะไรกับคุณ ถึงจะต้องหนีตามไปด้วยกัน?
เขาหันไปมองไป๋ซูเยว่ แล้วพบว่าสาวน้อยคนนี้กำลังตาเป็นประกาย
ดูท่าจะไม่ได้พูดเล่นเสียด้วย?
บ้าเอ๊ย ไม่จริงน่า แค่คืนนี้ผมช่วยเธอไว้ครั้งเดียว เธอก็จะหนีตามผมแล้วเหรอ?
