โค่วอี้หร่านยกมือขึ้นเช็ดมุมปากอย่างกระอักกระอ่วน
นึกไม่ถึงว่ากำลังประจบเอาใจได้ที่แท้ ๆ กลับถูกเด็กน้อยคนนี้ขัดคอเสียแล้ว
นางจงใจเดินกะเผลกไปนั่งลงข้าง ๆ ก่อนถอนหายใจเบา ๆ “บางทีอาจเป็นเพราะอายุห่างกันมากเกินไป ฝ่าบาทจึงห่างเหินกับหม่อมฉัน ยามปกติฝ่าบาทแทบไม่เสด็จมาตำหนักเจาหวาของหม่อมฉัน ที่นี่ก็ไม่มีของดีอะไรไว้ต้อนรับฝ่าบาท”
“ฝูหลิง ไปนำผลไม้แช่อิ่มที่ข้าหมักเองมาให้สักหน่อย!”
โค่วเสวียนจิ่งเพียงต้องการหลบไทเฮา ไม่อยากถูกบังคับให้ดื่มยา ทั้งไม่อยากนอนอยู่บนเตียงแล้วยังต้องฟังไท่ฟู่บรรยายตำรา จึงลอบหนีออกมา
เดินวนอยู่รอบหนึ่ง เขาพบว่าทั้งพระราชวังเงียบเหงาว่างเปล่า ราวกับกรงขัง
ไม่มีที่ใดให้ไป ในที่สุดจึงมานั่งพักที่ตำหนักเจาหวาซึ่งยังพอมีผู้คนอยู่บ้าง
ไม่นานนัก ถาดขนมรูปดอกบัวก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะเล็กตรงหน้าโค่วเสวียนจิ่ง
ถาดแบ่งเป็นสองชั้น ชั้นบนมีถาดเล็กสี่ใบ ส่วนชั้นล่างประกอบด้วยถาดเล็กสิบสองใบ ภายในแต่ละใบใส่ผลไม้แช่อิ่มต่างชนิดกัน แม้มีให้เลือกมากมาย แต่แต่ละอย่างมีจำนวนไม่มากนัก
เดิมทีโค่วเสวียนจิ่งไม่ค่อยสนใจนัก แต่เมื่อเห็นผลไม้แช่อิ่มบางชนิดที่ไม่เคยพบมาก่อน จึงหยิบขึ้นมาชิ้นหนึ่งใส่ปากตามใจ ทันใดนั้นดวงตาก็พลันเป็นประกาย
ผลไม้แช่อิ่มนี้มีรสชาติแตกต่างจากที่เขากินเป็นประจำ แม้จะหวานเช่นกัน แต่ของตำหนักพี่หญิงทั้งหวานและไม่เลี่ยน อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมคล้ายสมุนไพรบางชนิด
“ผลไม้แช่อิ่มพวกนี้พี่หญิงทำเองหรือ?”
โค่วอี้หร่านยิ้มพลางพยักหน้า “รสชาติดีใช่หรือไม่? บ๊วยนี้ข้าใส่ใบสะระแหน่ลงไปเคี่ยว กินแล้วช่วยให้สดชื่นและแจ่มใส ส่วนหยางเหมยนี้ใส่น้ำชะเอมกับเปลือกส้ม ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการไอด้วย ส่วนพวกนี้ใส่น้ำผึ้งดอกไม้ กินแล้วมีกลิ่นหอมของบุปผา”
