“ขอแก้ไขหน่อยนะ ฉันทำไปเพื่อป้องกันตัวโดยชอบธรรม” หานหนิงกล่าวอย่างหนักแน่น
หานเหมียวกัดฟัน “อย่าลืมสิว่าพ่อแม่ฉันเลี้ยงเธอมา เธอต้องฟังฉัน! รีบขอโทษพี่หวังเมิ่งแล้วชดใช้ค่าเสียหายซะ ไม่อย่างนั้นเธอก็เป็นคนอกตัญญู!”
“ขอชี้แจงหน่อยนะ อย่างแรก คนที่เลี้ยงฉันมาคือลุงสองกับป้าสอง ถึงพวกเขาจะเป็นพ่อแม่ของเธอด้วย แต่บุญคุณที่เลี้ยงดูฉันไม่เกี่ยวอะไรกับเธอที่เป็นตัวกินข้าวเปล่า ไม่เคยหาเงินได้สักแดงเดียว และยิ่งไม่เกี่ยวกับผู้ชายสารเลวในอ้อมแขนเธอด้วย อกตัญญูงั้นเหรอ? หึ ใครเป็นคนอกตัญญูก็รู้อยู่แก่ใจ”
คิ้วของหานเหมียวกระตุก หานหนิงพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง? รู้แล้วเหรอว่าตัวเองเป็นลูกของพี่สาวแม่? ไม่น่าใช่สิ เธอเพิ่งรู้ชาติกำเนิดของตัวเองเมื่อไม่กี่วันก่อน ส่วนหานหนิงก็จากไปตั้งปีแล้ว จะรู้ได้ยังไง?
“เจ็บ เจ็บ เจ็บ หานเหมียว รีบพาฉันไปโรงพยาบาล!” หวังเมิ่งเจ็บจนทนไม่ไหว เขาฝืนตะโกนเรียกหานเหมียวให้พาไปโรงพยาบาล แต่หานเหมียวจะไปเอาเงินจากไหนกันล่ะ? อีกอย่าง ก่อนจะรู้เรื่องราวให้แน่ชัด เธอก็ไม่กล้ายั่วโมโหหานหนิงอีก จึงหันไปพูดกับซุนฮุ่ยแทน “ฮุ่ยฮุ่ย พี่หวังเมิ่งบอกว่าเจ็บมาก พวกเราไปส่งเขาที่โรงพยาบาลกันเถอะ”
“ไม่มีเวลา ไม่มีเงิน ไม่ว่าง!” ซุนฮุ่ยเองก็คิดได้แล้ว เสียหน้าไปหมดแล้ว เธอไม่คิดจะกู้คืนอีกต่อไป งั้นก็เลิกกันให้รู้แล้วรู้รอด เธอเป็นถึงลูกสาวผู้อำนวยการโรงงาน ยังจะกลัวหาแฟนไม่ได้อีกหรือไง? ทนเป็นคนตาบอดมาหลายปี แค่นี้ก็เกินพอแล้ว
หานหนิงไม่ใช่คนที่ใครจะหาเรื่องได้ง่าย ๆ ส่วนซุนฮุ่ยก็เกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ หานเหมียวจึงทำได้แค่พาหวังเมิ่งไปโรงพยาบาลก่อน แล้วค่อยไปเรียกคนบ้านตระกูลหวังให้มาจ่ายค่ารักษา เธอเป็นแค่คนบ้านนอก จะมีเงินได้ยังไง
หวังเมิ่งกับหานเหมียวเดินจากไปอย่างคอตก บางคนชมว่าหานหนิงฝีมือดี บางคนชมว่าซุนฮุ่ยโต้กลับได้สะใจ แถมยังช่วยเกลี้ยกล่อมให้เธอยกเลิกงานหมั้นด้วย จนกระทั่งมีคนตะโกนว่าประกาศผลสอบแล้ว ทุกคนถึงได้แยกย้ายกันไป
