เช้าวันรุ่งขึ้น ฟ้ายังสลัว ซุนอวี้หลานก็ตื่นแล้ว
เธอคุ้นชินกับการทำงานบ้านมาตั้งแต่เด็ก ไม่ต้องให้ใครเรียกก็ลุกเอง พอลืมตาขึ้น เธอก็มองน้องสาวที่นอนอยู่ข้างกายก่อน ซุนอวี้เหมยยังขดตัวหลับสนิทอยู่ใต้ผ้าห่มเก่า เผยให้เห็นเพียงใบหน้าครึ่งซีก
ซุนอวี้หลานค่อย ๆ สวมเสื้อผ้าอย่างเบามือ พอกำลังจะลงจากเตียง น้องสาวก็พลอยตื่นขึ้นมา
“พี่ กี่โมงแล้ว?”
“ยังเช้าอยู่ นอนต่ออีกหน่อยเถอะ”
“ไม่ง่วงแล้ว หนูจะไปทำงานกับพี่ด้วย”
ซุนอวี้เหมยขยี้ตาแล้วลุกขึ้นมาบ้าง พี่น้องช่วยกันพับผ้าห่มและเก็บกวาดห้องอย่างลวก ๆ เสร็จแล้วจึงเดินไปยังร้านอาหารด้านหน้า
จ้าวกุ้ยเฟินมาถึงแล้ว
เธอกำลังนั่งยอง ๆ อยู่หน้าประตูครัว คัดผักอยู่ พอเห็นสองพี่น้องมาแต่เช้าขนาดนี้ก็อดแปลกใจไม่ได้
“ฉันไม่ได้บอกหรือไงว่าให้ตื่นหกโมงครึ่ง? นี่เพิ่งหกโมงกว่าเอง”
“อยู่บ้านตื่นเช้าจนชินแล้วค่ะ นอนไม่หลับ”
ซุนอวี้หลานหยิบผ้ากันเปื้อนที่วางอยู่ข้าง ๆ มาผูกเอว “คุณน้าจ้าว ตอนเช้าหนูต้องทำอะไรบ้างคะ?”
“เอาชามที่แช่ไว้ตั้งแต่เมื่อวานออกมาล้างก่อน แล้วก็ถูพื้น ตอนเช้าลูกค้าไม่เยอะ ส่วนใหญ่ขายหมั่นโถว ซาลาเปา โจ๊ก แล้วก็บะหมี่”
“ได้ค่ะ”
ซุนอวี้หลานรับคำแล้วเริ่มลงมือทำงานทันที
ซุนอวี้เหมยก็ยกม้านั่งตัวเล็กมานั่งช่วยจ้าวกุ้ยเฟินคัดผักอยู่ข้าง ๆ
จ้าวกุ้ยเฟินเหลือบมองเธอ
“อวี้เหมย พี่สาวทำงานหาเงิน เธอจะขยันตามมาทำไม?”
“หนูกินข้าวด้วยนี่คะ”
“กินข้าวแล้วต้องทำงานด้วยหรือ?”
“พี่บอกว่า จะกินข้าวของคนอื่นเปล่า ๆ ไม่ได้ค่ะ”
จ้าวกุ้ยเฟินฟังแล้วหัวเราะ
“พี่สาวเธอสอนเก่งจริง ๆ”
“พี่ไม่ได้สอนค่ะ หนูรู้เอง”
“ได้จ้ะ เป็นเด็กดีรู้ความนะเรา”
พอถึงเวลาอาหารเช้า ร้านก็เริ่มวุ่นวายขึ้นอย่างรวดเร็ว
คนที่ทำงานในโรงงานละแวกนั้นมีไม่น้อย บ้างก็เข้ามาซื้อหมั่นโถวสองลูก บ้างสั่งโจ๊กหนึ่งชาม บางคนก็สั่งบะหมี่น้ำร้อน ๆ หนึ่งชาม
ซุนอวี้หลานล้างชามจนมือแทบไม่ได้หยุดพัก
พอทำงานจนเก้าโมงกว่า ร้านอาหารก็เริ่มเงียบลงทีละน้อย
จ้าวกุ้ยเฟินตักโจ๊กมาสองชาม แล้วหยิบหมั่นโถวมาอีกสี่ลูก
“มากินข้าวกัน”
“คุณน้าจ้าว สี่ลูกเยอะเกินไปค่ะ”
“พี่น้องสองคน คนละสองลูกจะเยอะตรงไหน? กำลังโตกันอยู่ รีบกินเถอะ”
ซุนอวี้หลานหยิบหมั่นโถวขึ้นมาลูกหนึ่ง แต่ยังไม่ได้กินทันที
จู่ ๆ เธอก็รู้สึกว่าชีวิตแบบนี้ดีไม่น้อย
ถึงจะเหนื่อย แต่พอตื่นเช้ามาก็รู้ว่าตัวเองควรทำอะไร ทำงานเสร็จก็มีข้าวร้อน ๆ กิน ตอนกลางคืนยังมีที่ให้นอน
ดีกว่าเมื่อวานที่นั่งอยู่บนรถโดยสาร ไม่รู้เลยว่าพอถึงเมืองเอกของมณฑลแล้วจะไปที่ไหน
หลายวันต่อมา สองพี่น้องก็ค่อย ๆ คุ้นเคยกับชีวิตในร้านอาหาร
ทุกเช้าซุนอวี้หลานตื่นหกโมงกว่า เก็บกวาดครัวก่อน แล้วพอเจ็ดโมงก็เริ่มล้างชาม ช่วงเที่ยงตั้งแต่สิบเอ็ดโมงถึงบ่ายโมงเป็นเวลาที่วุ่นที่สุด พอพ้นช่วงมื้ออาหารก็ได้พักสักครู่ บ่ายสี่โมงกว่า ๆ ก็ต้องเริ่มเตรียมอาหารเย็นอีกครั้ง
ซุนอวี้เหมยไม่มีงานประจำ
ตรงไหนต้องการคน เธอก็ไปช่วยตรงนั้น
บางครั้งก็ช่วยปอกต้นหอม บางครั้งก็คัดผักกาดขาว พื้นสกปรกเมื่อไรก็หยิบไม้กวาดมากวาด บางคราวลูกค้าน้อย เธอก็จะนั่งดูหนังสือพิมพ์เก่าที่คนอื่นทิ้งไว้ตรงโต๊ะเล็กในครัว
วันหนึ่งซุนอวี้หลานเห็นเข้าก็อดถามไม่ได้
“เธอจ้องหนังสือพิมพ์ทุกวัน ดูอะไรอยู่?”
“ดูตัวหนังสือไง”
“หนังสือพิมพ์มีอะไรให้น่าดู?”
“มีตั้งหลายอย่าง”
ซุนอวี้เหมยพลิกหนังสือพิมพ์ให้ดู “พี่ ดูสิ ในนี้มีประกาศรับสมัครงานด้วย”
ซุนอวี้หลานขยับเข้าไปใกล้
ถึงเธอจะเรียนจบมัธยมต้นแล้ว แต่ไม่ได้อ่านหนังสือมาหลายปี ตัวอักษรบางตัวจึงเริ่มอ่านได้ไม่คล่องเหมือนเดิม
“โรงงานเสื้อผ้ารับ...พนักงานเย็บผ้าหรือ?”
“อืม”
ซุนอวี้เหมยชี้ให้เธอดู “ที่นี่รับเด็กฝึกงานด้วยนะ”
“อยากไปหรือ?”
ซุนอวี้หลานถามทันที
ซุนอวี้เหมยส่ายหน้า
“หนูแค่ดูเฉย ๆ ตอนนี้อยู่กับพี่ก็ดีแล้ว”
ซุนอวี้หลานไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่แอบจำที่อยู่ในหนังสือพิมพ์แผ่นนั้นไว้
เธอรู้ว่าร้านอาหารคงไม่ปล่อยให้น้องสาวกินอยู่ฟรีไปตลอด
น้องสาวยิ่งไม่ควรตามเธอคัดผักกวาดพื้นไปทั้งชีวิต
วันเวลาผ่านไปทีละวัน
พริบตาเดียว สองพี่น้องก็มาอยู่ในเมืองเอกของมณฑลได้ครึ่งเดือนแล้ว
ซุนอวี้หลานทำเรื่องเดิมแทบทุกวัน แต่กลับไม่รู้สึกเบื่อเลยแม้แต่น้อย
สิ่งที่ทำให้เธอดีใจที่สุดคือ ตลอดครึ่งเดือนมานี้พวกเธอแทบไม่ได้ใช้เงินเลย
ร้านอาหารจัดทั้งข้าวและที่พักให้ บางครั้งขาดสบู่หรือกระดาษชำระถึงค่อยออกไปซื้อสักครั้ง เงินสามสิบสองหยวนเจ็ดเหมา ที่เหลืออยู่ก่อนหน้านี้ ตอนนี้ก็ยังเหลือสามสิบหยวนกว่า ๆ
บ่ายวันนั้น ร้านอาหารไม่มีลูกค้าเท่าไร
ซุนอวี้หลานเพิ่งล้างชามกะละมังหนึ่งเสร็จ จ้าวกุ้ยเฟินก็เรียกเธอไว้กะทันหัน
“อวี้หลาน มานี่หน่อย”
“มีอะไรหรือคะ คุณน้าจ้าว?”
จ้าวกุ้ยเฟินล้วงเงินย่อยปึกหนึ่งออกมาจากกระเป๋าผ้ากันเปื้อน
“ให้เธอ”
ซุนอวี้หลานชะงักไป
“ให้หนูทำไมคะ?”
“ค่าแรงไง”
“แต่หนูเพิ่งทำงานได้ครึ่งเดือนเองนะคะ”
“ฉันรู้”
จ้าวกุ้ยเฟินนับเงินยี่สิบสองหยวนห้าเหมาแล้วยื่นให้เธอ
“ปกติร้านเราจ่ายค่าแรงกันสิ้นเดือน แต่เธอเพิ่งออกมาจากชนบท คงมีเงินติดตัวไม่มาก ฉันคุยกับผู้จัดการแล้ว เลยจ่ายค่าแรงครึ่งเดือนนี้ให้เธอก่อน”
ซุนอวี้หลานก้มมองเงินในมือ
มีธนบัตรสิบหยวน ธนบัตรห้าหยวน แล้วก็ธนบัตรหนึ่งหยวนกับเงินย่อยอีกเล็กน้อย
ยี่สิบสองหยวนห้าเหมา
เมื่อก่อนเธอก็เคยเห็นเงินจำนวนนี้
ตอนพ่อแม่ขายข้าวหรือขายหมู ที่บ้านก็เคยมีเงินอยู่หลายร้อยหยวน
แต่เงินพวกนั้นไม่เคยเป็นของเธอเลย
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เงินมาจากการทำงานด้วยตัวเอง
“คุณน้าจ้าว นี่ให้หนูจริง ๆ หรือคะ?”
“เธอหาได้ด้วยตัวเอง ไม่ให้เธอแล้วจะให้ใคร?”
จ้าวกุ้ยเฟินยิ้ม “นับดูสิ เดี๋ยวขาดแล้วค่อยมาทวงฉันทีหลัง”
“ไม่ต้องนับหรอกค่ะ หนูเชื่อคุณน้า”
“พี่น้องแท้ ๆ ยังต้องคิดบัญชีให้ชัด รีบนับเร็วเข้า”
ซุนอวี้หลานจึงจำใจนับทีละใบ
ครบยี่สิบสองหยวนห้าพอดี
เธอกำเงินไว้ในมือ หัวใจพลันรู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
ที่แท้พอออกจากบ้านมา เธอก็เลี้ยงตัวเองได้จริง ๆ
“พี่!”
ไม่รู้ซุนอวี้เหมยวิ่งมาจากไหน
“พี่ได้เงินเดือนแล้วหรือ?”
“อืม”
“ได้เท่าไร?”
“ยี่สิบสองหยวนห้าเหมา”
ดวงตาของซุนอวี้เหมยสว่างวาบขึ้นมาทันที
“เยอะขนาดนั้นเลยหรือ?”
“แค่นี้เยอะแล้วหรือ?”
จ้าวกุ้ยเฟินหัวเราะอยู่ข้าง ๆ “พี่สาวเธอได้เงินเดือนละสี่สิบห้าหยวน นี่เพิ่งครึ่งเดียวเอง”
แต่ซุนอวี้เหมยกลับคิดว่าเยอะมากแล้ว
ตอนอยู่ในหมู่บ้าน ต่อให้พวกเธอช่วยที่บ้านทำงานมากแค่ไหนก็ไม่มีค่าแรง พี่สาวลงนาไปทำงานทั้งวัน พอกลับมาตอนเย็นยังต้องทำกับข้าว แต่ก็ไม่มีใครให้เงินสักหยวน
ตอนนี้ล้างชามแค่ครึ่งเดือน กลับได้เงินยี่สิบสองหยวนห้าเหมาจริง ๆ
พอกลับถึงห้องเล็ก ๆ สองพี่น้องก็เอาเงินทั้งหมดออกมานับ
เงินที่เหลืออยู่เดิมมีสามสิบหยวนกับเศษอีกไม่กี่เหมา บวกกับเงินที่เพิ่งได้มายี่สิบสองหยวนห้าเหมา ตอนนี้รวมแล้วมีมากกว่าห้าสิบหยวน
ซุนอวี้เหมยนั่งอยู่ข้างเตียง จ้องกองเงินอยู่นาน
“พี่ ตอนนี้เรามีเงินห้าสิบกว่าหยวนแล้ว”
“อืม”
“งั้นเราซื้อผ้าห่มใหม่ได้หรือยัง?”
ซุนอวี้หลานมองผ้าห่มนวมเก่าบนเตียงเช่นกัน
อากาศเย็นลงทุกวัน
ตอนนี้สองคนห่มผืนเดียวกันยังพอไหว แต่พอถึงฤดูหนาวคงไม่ไหวแน่
“ซื้อสิ”
“จริงนะ?”
“พรุ่งนี้บ่ายถ้าว่าง เราไปสหกรณ์กัน ซื้อผืนหนา ๆ สักผืน”
ซุนอวี้เหมยพยักหน้าอย่างดีใจ
ครู่หนึ่งเธอก็ถามเสียงเบา “พี่ แล้วเงินที่เหลือล่ะ?”
ซุนอวี้หลานนับเงินยี่สิบสองหยวนห้าเหมาอีกครั้ง
“เก็บไว้”
“เก็บไว้ทำไม?”
“ต่อไปยังมีเรื่องให้ใช้เงินอีกเยอะ”
ซุนอวี้หลานหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองน้องสาว
“พี่เคยรับปากเธอด้วยว่าจะให้กลับไปเรียนหนังสือ”
รอยยิ้มบนใบหน้าซุนอวี้เหมยค่อย ๆ จางลง
“พี่ หนูไม่เรียนแล้ว”
“ทำไมล่ะ?”
“เรียนหนังสือต้องจ่ายค่าเล่าเรียน แล้วยังต้องซื้อหนังสือด้วย ถ้าหนูไปเรียน พี่ก็ต้องทำงานอยู่คนเดียว หนูช่วยอะไรไม่ได้เลย”
“เรื่องพวกนี้ไม่ต้องให้เธอกังวล”
ซุนอวี้หลานเก็บเงินเข้าที่
“เธอเพิ่งอายุสิบห้า ถ้าไม่เรียนแล้วจะทำอะไร? จะล้างชามกับพี่ไปตลอดชีวิตหรือไง?”
ซุนอวี้เหมยไม่พูดอะไร
ซุนอวี้หลานก็ไม่ได้คะยั้นคะยอเธอต่อ
เธอรู้ว่าเรื่องนี้จะใจร้อนไม่ได้
หลังมื้อเย็น สองพี่น้องก็นอนลงบนเตียง
ซุนอวี้เหมยหลับไปอย่างรวดเร็ว
แต่ซุนอวี้หลานกลับอาศัยแสงจันทร์ที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง มองน้องสาวอยู่นาน
เธอนึกถึงหนังสือพิมพ์เก่าแผ่นนั้น
แล้วก็นึกถึงเด็กสาวที่สะพายกระเป๋านักเรียนเดินไปโรงเรียนบนถนนใกล้ ๆ
มาอยู่ในเมืองเอกของมณฑลได้ครึ่งเดือน เธอก็มีงานทำแล้ว
สิ่งต่อไปที่เธออยากทำ คือหาที่เรียนให้น้องสาว
ต่อให้หลังจากนี้เธอต้องล้างชามเพิ่มวันละหลายร้อยใบ เธอก็ไม่อยากให้น้องสาวเริ่มทำงานหาเลี้ยงชีพไปตลอดชีวิตตั้งแต่อายุสิบห้า
