เมื่อได้เห็นโรงรับจำนำอีกครั้ง สภาพจิตใจของซงซีก็แตกต่างจากตอนเกิดเรื่องอย่างสิ้นเชิง
แม้ในใจจะยังร้อนรนไม่ต่างกัน แต่คราวนี้นางไม่ได้วิ่งวุ่นไปทั่วอย่างไร้ทิศทางเหมือนตอนเกิดเรื่อง จนไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน
ระหว่างทางที่มา นางคงคิดหาทางบรรเทาความลำบากทีละขั้นเอาไว้แล้ว
ซงซีไม่ได้เข้าโรงรับจำนำทันที แต่เดินต่อไปตามถนนสายหลักอีกระยะหนึ่ง
ในที่สุด นางก็หยุดอยู่หน้าร้านเครื่องประดับแห่งหนึ่ง ซึ่งหน้าร้านไม่ใหญ่ แต่จัดวางได้สะอาดเรียบร้อยมาก
นางตั้งสติ เตรียมใจให้พร้อม สูดหายใจลึก ๆ แล้วก้าวเข้าไป
ยามนี้เป็นช่วงเที่ยง ภายในร้านไม่มีลูกค้าคนอื่น มีเพียงเถ้าแก่วัยกลางคนคนหนึ่งกำลังเช็ดข้าวของอยู่หลังเคาน์เตอร์
พอเห็นซงซีเข้ามา แม้นางจะแต่งกายเรียบง่าย เถ้าแก่ก็ยังวางงานในมือลง แล้วถามอย่างเป็นมิตรว่า “แม่นางน้อยอยากดูอะไรหรือ? ร้านเล็ก ๆ ของเรามีทั้งเครื่องประดับทองเงิน หยกและอัญมณี อีกทั้งเพิ่งได้ต่างหูแบบทันสมัยมาล็อตหนึ่ง ฝีมือประณีตยิ่งนัก”
ซงซีไม่อ้อมค้อม ล้วงปิ่นประดับมุกที่ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าออกจากอกเสื้อ แล้วค่อย ๆ วางลงบนเคาน์เตอร์
“เถ้าแก่ โปรดอภัยที่ข้าถามตรง ๆ ไม่ทราบว่าร้านของท่านรับซื้อปิ่นประดับมุกชิ้นนี้หรือไม่?”
เถ้าแก่ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย กำลังจะปฏิเสธเรื่องรับจำนำ แต่สายตากลับถูกไข่มุกเม็ดกลางปิ่นดึงดูดทันที
เขาหยิบปิ่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว แล้วพินิจไข่มุกเม็ดนั้นอย่างละเอียด
ไข่มุกบนปิ่นชิ้นนี้แม้จะไม่ใหญ่ แต่กลับมีประกายแวววาวนุ่มนวลเป็นพิเศษ ที่หาได้ยากยิ่งกว่าคือสีชมพูอ่อนสม่ำเสมอทั่วทั้งเม็ด ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญอย่างเขา เพียงมองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นไข่มุกหนานจูชั้นยอดที่หาได้ยาก
