ในตอนนั้นเอง ประตูห้องตรงสุดทางเดินชั้นสองก็ถูกผลักเปิดออก
ตู้มู่อวี่ถือกาแฟหนึ่งแก้ว มองชายสองคนบนบันไดที่มีสีหน้ากระวนกระวายอย่างสงสัย
“เกิดอะไรขึ้น?”
เฉินจี้ชะงักไปในใจ กำลังคิดหาเหตุผลอื่นมาแก้ตัว แต่ตู้ทิงเฟิงกลับเอ่ยขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติ
“เฉินจี้กำลังจะเข้าเขตแดนอีกแล้ว”
เขาเหลือบมองตู้มู่อวี่ทันที ทว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าทีสงสัยหรือตกใจแม้แต่น้อย ดูเหมือนจะรู้ถึงการมีอยู่ของเขตแดน
“ตอนนี้เลยเหรอ...?”
น้ำเสียงของตู้มู่อวี่แฝงความกังวล
ตู้ทิงเฟิงพยักหน้า “ใช่ อีกไม่นาน”
แทบจะพร้อมกันนั้น ระลอกคลื่นสายแล้วสายเล่าก็ผุดขึ้นกลางอากาศ ก่อนฉีกอากาศออกเป็นรอยแยก เผยให้เห็นแม่น้ำขอบเขตที่เปล่งประกายระยิบระยับอยู่ภายใน
เฉินจี้หันไปมองสายน้ำนั้นทันที ตู้ทิงเฟิงที่ยืนอยู่ข้างกายเหลือบมองสีหน้าของเขา แล้วถามเสียงเบา “แม่น้ำขอบเขตเปิดแล้วเหรอ?”
“อืม”
เมื่อเขตแดนของเฉินจี้เปิดออก คนอื่นจะมองไม่เห็น นอกจากตัวเขาเอง
“ระวังตัวด้วย”
ตู้มู่อวี่พูดเสียงแผ่วด้วยความเป็นห่วง ก่อนเดินไปยืนข้างหลังเฉินจี้อย่างเงียบ ๆ
ส่วนตู้ทิงเฟิงตบไหล่เขา สีหน้าผ่อนคลายไม่น้อย
“ไปเถอะ”
เฉินจี้พยักหน้า หันกลับไปมองพี่น้องทั้งสอง ก่อนร่างจะถูกแม่น้ำขอบเขตกลืนหายไปในพริบตา
......
กลิ่นฝุ่นเก่าที่ชวนให้นึกถึงวันวานอบอวลขึ้นในโพรงจมูกของเฉินจี้ทันที
เขาลืมตาขึ้น กวาดตามองรอบด้าน แล้วพบว่าตนอยู่ในโถงของอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง จากรูปแบบการตกแต่ง น่าจะสร้างขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2000
