เย่ฟางเฟยบอกพี่ชายคนที่สี่ว่า “ฉันไม่ได้เจอพี่สาวมานานแล้ว คิดถึงพี่จัง พรุ่งนี้ตอนทดลองเตาอบ ฉันจะทำขนมเค้กไข่สักหน่อย แล้วเอาไปให้พี่ชิมนะ”
“แวะไปหาสักหน่อยก็ดี ตั้งแต่ฟางหลานรู้ว่าพวกเราจะเปิดร้านขนม ก็พูดว่าจะมาดูให้ได้”
พอพูดถึงพี่สาวคนโต เย่ซื่อหู่ก็หัวเราะพลางส่ายหน้า “ใกล้คลอดอยู่แล้ว แต่ยังไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ สักวัน สามีของเธอเป็นห่วง ไม่ยอมให้วิ่งไปไหนมาไหน บอกว่าวันอาทิตย์จะพามาด้วยพอดี วันนั้นเป็นวันเปิดร้าน ตงเซิงจะได้ช่วยงานด้วย”
“พี่สี่จัดแจงเก่งจริง ๆ พี่เขยหยุดได้สักวัน ยังโดนพี่ลากมาทำงานใช้แรงอีก” เย่ฟางเฟยหยอกเขา
“น้องเล็ก ลืมไปแล้วหรือว่าร้านนี้เป็นของใคร?” เย่ซื่อหู่แสร้งทำเป็นไม่พอใจแล้วจ้องเธอ ก่อนตบใบปลิวบนรถ “ยังไม่รีบไปทำงานอีก?”
“ค่ะ เถ้าแก่” เย่ฟางเฟยยิ้มร่าเข็นจักรยานออกมา แล้วตะโกนเข้าไปในบ้าน “ชุยเจวียน ไว้กลับมาค่อยเก็บของ ตอนนี้ไปแจกใบปลิวกับฉันก่อน”
“ได้เลยค่ะ พี่สะใภ้”
สมัยนี้ยังไม่ค่อยมีใครโฆษณาด้วยวิธีแบบนี้ เพราะผู้ประกอบการรายย่อยยังมีไม่มาก
ผู้คนเห็นแล้วก็รู้สึกแปลกใหม่ พากันถามว่าพวกเธอมาทำอะไรกัน
เย่ฟางเฟยกับเสิ่นชุยเจวียนจึงคอยแนะนำร้านของตัวเองอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย “คุณลุงคุณป้า พี่ชายพี่สาว และสหายทุกท่าน ร้านของเราขายขนมเค้กไข่กับเนื้อตุ๋นค่ะ”
“สามวันแรกหลังเปิดร้านมีส่วนลดนะคะ ซื้อขนมเค้กไข่หนึ่งชั่ง แถมให้อีกสองชิ้นค่ะ”
“เนื้อตุ๋นก็มีส่วนลดเหมือนกันค่ะ ถ้าซื้อไส้หมูหรือหัวหมูหนึ่งชั่ง จะแถมผักตุ๋นครึ่งชั่งค่ะ”
