เสิ่นจ้านผิงเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของหลิวเหวินจิ้งก็เข้าใจ แม้ในใจจะผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
แถวบ้านพวกเขาหลายครอบครัวก็เป็นแบบนี้ ถ้าบ้านไหนมีลูกชาย สินสอดของลูกสาวมักถูกเก็บไว้ส่วนหนึ่ง บางบ้านถึงกับยึดไว้ทั้งหมด ไม่ให้แม้แต่ของติดตัวเจ้าสาว
เว้นแต่พ่อแม่ที่รักและเอ็นดูลูกสาวจริง ๆ เท่านั้น ถึงจะยอมให้ลูกนำสินสอดติดตัวไปด้วย
สินสอดของพี่สะใภ้ใหญ่ถูกทางบ้านเดิมยึดไว้ ตอนพี่สาวคนโตของเขาแต่งงาน พ่อแม่ก็เก็บสินสอดไว้ทั้งหมดเหมือนกัน
บ้านพวกเขาดูเหมือนจะมีแค่เย่ฟางเฟยที่นำสินสอดกลับมาทั้งหมด ทางบ้านเดิมยังให้สินเดิมเป็นขาเฟอร์นิเจอร์ถึง 36 ขา ผ้านวมหลายผืนกับของใช้ในชีวิตประจำวันอีกไม่น้อย จนห้องหอแทบไม่มีที่ว่าง
หลิวเหวินจิ้งเองก็คิดว่าทางบ้านเดิมทำเกินไป ยึดสินสอดของลูกสาวไปทั้งหมด นี่หรือสิ่งที่พ่อแม่ควรทำ?
แต่ตอนนี้พูดไปก็สายแล้ว เธอแต่งเข้าบ้านนี้มาแล้ว จะกลับไปขอสินสอดคืนก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เธอเองก็อับอายเกินกว่าจะทำแบบนั้น
ตอนนี้ทำได้แค่พูดเอาใจเสิ่นจ้านผิง รีบแยกบ้านให้ได้ แล้วค่อยดูว่าจะขอแบ่งเงินมาบ้างได้ไหม
ขอแค่เปิดร้านอาหารได้ เธอก็มั่นใจว่าจะหาเงินก้อนโตได้
หลิวเหวินจิ้งเหลือบมองเสิ่นจ้านผิง ก่อนก้มหน้าทำท่าตัดพ้อ “จ้านผิง คุณก็รู้สถานการณ์ทางบ้านฉัน พ่อแม่เก็บสินสอดไว้หมด ให้ฉันมาแค่เงินไม่กี่หยวนสำหรับเก็บก้นหีบ”
แม้เสิ่นจ้านผิงจะไม่ค่อยสบายใจ แต่เห็นภรรยาใกล้จะร้องไห้แล้วก็รีบพูดว่า “ไม่เป็นไร เก็บไว้ก็เก็บไว้เถอะ ผมไม่ได้โทษคุณ”
หลิวเหวินจิ้งเหลือบมองเขา “แล้วเราจะเอาเงินทุนที่ไหนมาเปิดร้านอาหารล่ะ?”
เสิ่นจ้านผิงเงียบไป ครู่หนึ่งจึงกัดฟันพูดว่า “ถ้าแยกบ้านกันได้ก็น่าจะแบ่งเงินมาได้บ้าง ถึงตอนนั้นลองคุยกับพ่อแม่ก่อน ขอยืมมาใช้สักพัก พอหาเงินได้แล้วค่อยคืนให้พวกท่าน”
