เสิ่นชุนเซิงเห็นลูกชายก้มหน้าก้มตาทำงาน จึงชวนคุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อย จนสุดท้ายก็วกเข้าหาเสิ่นจ้านซวิน
“ช่วงนี้จ้านซวินส่งจดหมายมาบ้างไหม? เขาไม่กลับมาหลายปีแล้ว พ่อกับแม่ก็คิดถึงเขามากเหมือนกัน”
เสิ่นชุนเซิงพูดพลางถอนหายใจทำท่าทางเศร้าสร้อย “พ่อกับแม่ก็เหลือเวลาอยู่ได้อีกไม่กี่ปีแล้ว จ้านซวินกว่าจะกลับมาสักครั้งก็นานเหลือเกิน ไม่รู้ชาตินี้พ่อจะได้เจอเขาอีกกี่หน”
น้ำเสียงเศร้าหมองอย่างยิ่ง หากไม่รู้คงนึกว่าเขาใกล้ตายเต็มที
“พ่อ พูดอะไรอย่างนั้นครับ พ่อกับแม่สุขภาพแข็งแรงขนาดนี้ ต้องอายุยืนถึงร้อยปีแน่นอน”
แม้เสิ่นเจี้ยนหัวจะรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ยังปลอบพ่อไปสองสามคำ
พ่อของเขาเลิกทำงานในนาไปตั้งแต่อายุห้าสิบ งานในบ้านก็ไม่เคยยื่นมือช่วย สุขภาพแข็งแรงจะตาย วันนี้ที่มาพูดเรื่องพวกนี้ จุดประสงค์ก็ชัดเจนอยู่แล้ว
เสิ่นชุนเซิงส่ายหน้า “ไม่ไหวแล้ว อายุปูนนี้ ร่างกายก็แย่ลงทุกวัน เดี๋ยวก็ปวดตรงนั้น เดี๋ยวก็ปวดตรงนี้ แค่ค่ายาเดือนหนึ่งก็หลายหยวนแล้ว”
เสิ่นเจี้ยนหัวรู้ดีว่าถ้าวันนี้ไม่พูดให้ชัด พ่อคงไม่ยอมเลิกรา เขาเองก็ขี้เกียจมานั่งเล่นลิ้นกับคนแก่ตรงนี้
“พ่อ เงินเลี้ยงดูที่พวกเราสามพี่น้องให้ไม่พอหรือครับ? งั้นผมเรียกพี่ใหญ่กับน้องสามมาคุยกันใหม่ดีไหม?”
เสิ่นชุนเซิงถูกคำพูดลูกชายทำเอาพูดไม่ออกไปชั่วครู่ เขายกถ้วยขึ้นดื่มน้ำ ก่อนเอ่ยว่า “พวกแกสามพี่น้องทำงานรับจ้าง จะหาเงินได้สักเท่าไรกัน? ต่อให้พ่อกับแม่ผูกคอตายในบ้าน พวกเราก็ไม่อยากทำให้พวกแกต้องลำบากหรอก”
เสิ่นเจี้ยนหัวฟังแล้วก็ยิ่งเอือม มือที่ร่อนตะแกรงขยับเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านไปครู่หนึ่งเขาวางตะแกรงไว้ข้างตัว ก่อนทำหน้าขรึมพูดว่า
