เย่ฟางเฟยรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ และเข้าใจความคิดของคนยุคนี้ดี เวลาจะทำอะไรก็ต้องเตรียมทางหนีทีไล่ไว้ก่อน แบบนี้ก็ดีแล้ว
แต่เธอมั่นใจในตัวเอง ต่อให้ไม่ทำขนมไข่ แค่ทำธุรกิจเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่มีทางปล่อยให้คนในครอบครัวต้องอดอยากไปกับเธอ
เธอจึงบอกเสิ่นเจี้ยนหัวว่า “พ่อคะ การทำขนมไข่ต้องใช้แรง ต้องใช้ถังใหญ่ตีไข่ งานนี้ผู้ชายต้องทำ หนูกับแม่ไม่มีแรงพอค่ะ”
“หนูไม่ได้จะทำแค่ขนมไข่นะคะ ยังจะขายเนื้อตุ๋นด้วย แค่ล้างหัวหมูกับไส้หมูก็เป็นงานใหญ่แล้ว งานเยอะมาก ถ้าพ่อไม่ไป พวกเราต้องทำไม่ไหวแน่ค่ะ”
เดิมทีเสิ่นเจี้ยนหัวคิดจะอยู่บ้านทำไร่ แต่พอลูกสะใภ้บอกว่างานเยอะ ทำไม่ไหวและต้องการแรงงาน เขาก็พยักหน้าตกลงทันที “ได้ พ่อจะฟังลูก”
พูดจบ เขาก็เข้าไปเก็บข้าวของในห้อง เตรียมขนเสบียงทั้งหมดเข้าเมืองพรุ่งนี้
เก็บเสบียงไว้ที่บ้านก็ไม่ปลอดภัย สู้ขนไปด้วยทั้งหมดจะได้ไม่ต้องกังวล
ซุนซิ่วจวี๋เติมฟืนลงเตา แล้วเข้าไปช่วยเก็บของด้วย
ไม่มีใครในบ้านนึกถึงเสิ่นจ้านเฉียงที่ยังเรียนหนังสืออยู่เลย
ตอนเสิ่นชุยเจวียนกำลังลวกเส้น ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีน้องชายอีกคน
“พี่สะใภ้ แล้วจ้านเฉียงล่ะคะ? เขายังไม่ปิดเทอมเลย”
“จริงด้วย ยังมีจ้านเฉียงอีกคน!” เย่ฟางเฟยที่กำลังเติมฟืนเงยหน้าขึ้นมา สองพี่น้องต่างมองหน้ากัน
เรื่องจัดการกับลูกชายคนเล็ก เสิ่นเจี้ยนหัวกับซุนซิ่วจวี๋ปรึกษากันไว้แล้วตอนเก็บของ
“อีกไม่กี่วันโรงเรียนก็ปิดเทอมแล้ว ให้เขาอยู่บ้านไปก่อน อายุ 15 แล้ว แถมยังเป็นเด็กผู้ชาย ไม่ต้องห่วงอะไรหรอก”
