ไม่กี่วันหลังจากนั้น เจียงซินเหลียนก็ได้รับความภักดีจากคนใต้บังคับบัญชาของจวงเฮ่อหมิง
แม้ก่อนหน้านี้นางจะเตรียมใจไว้แล้วว่าจวงเฮ่อหมิงมีอำนาจมากเพียงใด แต่เมื่อได้รู้ว่าหรงซุ่น หนึ่งในขันทีใหญ่สองคนที่อยู่ข้างกายฮ่องเต้ ก็เป็นสายลับที่เขาส่งเข้าไป นางอดประหลาดใจไม่ได้
“ถึงกับยื่นมือไปถึงข้างกายฮ่องเต้แล้ว เขาไม่ได้คิดจะก่อกบฏจริง ๆ หรือ?”
นางอยากจะคุยกับจวงเฮ่อหมิงต่อหน้า แต่เขาคงกำลังหลบหน้านางอยู่เป็นแน่
อำนาจของเขาเหนือกว่านางมาก หากเขาไม่อยากพบนางจริง ๆ ต่อให้นางใช้เล่ห์เหลี่ยมใดก็คงไม่มีประโยชน์
ในเมื่อนางหาตัวเขาไม่พบ ก็ทำได้เพียงหาทางให้เขามาหานางเอง
เจียงซินเหลียนหยิบกระดาษแผ่นเล็กออกมา เขียนข้อความสั้น ๆ ลงไปไม่กี่คำ พับส่ง ๆ แล้วมอบให้คนที่จวงเฮ่อหมิงจัดไว้ให้นาง
“เอานี่ไปส่งให้เสนาบดี ก่อนที่เขาจะเปิดจดหมาย อย่าลืมบอกเขาด้วยว่าช่วงนี้ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย”
คนผู้นั้นไม่เข้าใจเจตนา แต่ตอนที่นายท่านส่งพวกเขามาอยู่ใต้บังคับบัญชาของเจียงซินเหลียน เขากำชับให้เชื่อฟังนาง จึงเก็บจดหมายไว้ในอกอย่างว่าง่าย แล้วไปดักรอเสนาบดีหน้าห้องทรงพระอักษร
ห้องทรงพระอักษรเป็นสถานที่สำคัญที่ฮ่องเต้ใช้ว่าราชการ ผู้ที่เข้าไปได้มีเพียงขุนนางใกล้ชิดองค์จักรพรรดิเท่านั้น
จวงเฮ่อหมิงมาถึงตามพระบัญชา ขณะกำลังจะก้าวเข้าไปในห้องทรงพระอักษร เขาก็ได้ยินเสียงนกกางเขนร้อง นั่นคือสัญญาณลับที่จวนเสนาบดีใช้ติดต่อกัน
เขาเหลือบมองไปยังทิศที่เสียงนกดังมา ก่อนหันไปกล่าวกับหรงซุ่นว่า “ขอข้าช้าสักครู่”
หรงซุ่นกลอกตาไปมา เข้าใจทันทีว่าพระสนมเจียงต้องการพบนายท่าน ท่ามกลางสายตาผู้คน เขาประคองสีหน้าให้เป็นปกติแล้วกล่าวว่า “เสนาบดีจวงกล่าวหนักไปแล้ว เชิญไปเถิด รีบไปรีบกลับก็พอ”
จวงเฮ่อหมิงเดินไปยังที่ลับตาคน คนส่งข่าวก้าวออกมาจากมุมหนึ่งแล้วยื่นจดหมายให้ “นายท่าน นี่คือจดหมายที่พระสนมเจียงให้ข้าน้อยนำมามอบให้ท่าน”
กระดาษบาง ๆ แผ่นเดียวทำให้เขารู้สึกฉงนใจอย่างหาได้ยาก ขณะกำลังจะเปิดอ่าน คนผู้นั้นก็เสริมขึ้นว่า “วันนี้พระสนมเจียงทรงไม่ค่อยสบายพ่ะย่ะค่ะ”
