เจียงซินเหลียนได้ยินดังนั้นก็ผุดลุกขึ้น ใบหน้าซีดเผือด รู้สึกเพียงฟ้าดินหมุนคว้าง ตาพร่ามืด ก่อนจะทรุดลงไปอีกครั้ง
ชิวเย่อรีบเข้าไปประคอง เสียงสั่นเครือราวกับจะร้องไห้ “พระสนม พระสนมโปรดรักษาพระวรกายด้วยเพคะ องค์ชายสามมีบุญวาสนาใหญ่หลวง ต้องปลอดภัยแน่นอนเพคะ พระองค์ยังทรงรอพระสนมอยู่นะเพคะ!”
“ใช่ ใช่ เปิ่นกงจะเป็นอะไรไม่ได้” เจียงซินเหลียนสูดลมหายใจตั้งสติได้ แล้วหันไปตะโกนใส่เหล่าขันทีและองครักษ์ทันที “พวกเจ้ารีบไปหา! ไปหากันให้ทั่ว!”
เรื่องในวันนี้ฮ่องเต้เป็นผู้ตัดสินพระทัยด้วยพระองค์เอง บัดนี้องค์ชายน้อยหายตัวไป ไม่รู้เป็นตายร้ายดี ฮ่องเต้ทั้งร้อนพระทัยทั้งรู้สึกผิดและตำหนิตนเอง สายพระเนตรเปี่ยมโทสะจึงตวัดไปยังฮองเฮา
หากฮองเฮาไม่คอยยุยงอยู่ข้างพระกรรณ แล้วพระองค์จะตัดสินพระทัยพาองค์ชายน้อยมาที่ตำหนักคุนหนิงได้อย่างไร!
เมื่อคิดเช่นนี้ ความเสียพระทัยและขุ่นเคืองที่อัดแน่นอยู่ในพระทัยก็แปรเปลี่ยนเป็นโทสะต่อฮองเฮา
เจียงซินเหลียนนั่งทรุดกลับลงไปอย่างหมดเรี่ยวแรง ใบหน้าซีดเซียวดูอ่อนระโหย จ้าวเยว่หลีรู้สึกสงสารนาง จึงเดินเข้าไปปลอบข้างกาย
“องค์ชายสามต้องปลอดภัยแน่นอนเพคะ พระสนมอย่าทรงกังวลเกินไปเลย”
จะให้นางไม่กังวลได้อย่างไร?!
นางฝืนยิ้มออกมา “ขอให้เป็นดังคำอวยพรของเจ้า”
ท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียด ทุกคนรอคอยกันอยู่นาน ในที่สุดก็มีเสียงคนดังมาจากนอกตำหนักคุนหนิง
นางรีบยืดตัวขึ้น ชะเง้อมองด้วยความคาดหวัง แต่กลับต้องผิดหวังเมื่อพบว่าคนที่เข้ามาเป็นเพียงองครักษ์คนหนึ่ง ไม่ได้พาองค์ชายของนางมาด้วย
นางร้อนใจขึ้นมาทันที ไม่รอให้ฮ่องเต้ตรัสถาม ก็เอ่ยถามองครักษ์ผู้นั้นอย่างลืมมารยาท “องค์ชายของข้าเล่า? หาเจอหรือยัง?”
ในเวลาเช่นนี้ย่อมไม่มีใครคิดเอาผิดเรื่องมารยาท ฮ่องเต้เองก็ทอดพระเนตรไปยังองครักษ์ผู้นั้น
องครักษ์คุกเข่าอยู่กลางตำหนัก เมื่อสัมผัสได้ว่าบรรดาผู้สูงศักดิ์ต่างรอฟังคำตอบอย่างร้อนใจ เหงื่อเย็นก็ผุดขึ้นเต็มแผ่นหลัง หากนำข่าวดีมาแจ้ง ผู้สูงศักดิ์ย่อมยินดีและตกรางวัลให้อย่างงาม แต่ตอนนี้...
