หนึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ศาลเจ้าภูเขา
อาคารไม้แห่งนี้มีโครงสร้างใหญ่กว่าสถานเก็บศพสงเคราะห์เสียอีก ก่อด้วยอิฐเขียว มุงกระเบื้องสีเทา คานและเสาทาด้วยชาด ดูหนักแน่นโอ่อ่า
ด้านหน้าศาลเจ้าเป็นท้ายหมู่บ้าน หากเดินต่อไปทางขวาก็จะเข้าสู่ภูเขาลูกใหญ่ที่อยู่ข้างทาง
ฝั่งตรงข้ามถนนมีบ้านชั้นเดียวหลังเล็กอยู่หลังหนึ่ง
หลัวเฟิงยืนรออยู่ริมถนนนอกบ้าน
หลัวปินกับผู้ใหญ่บ้านอยู่ข้างใน
บ้านหลังเล็กมีพื้นที่สิบกว่าตารางเมตร มีเตียง โต๊ะไม้ และตู้ใบเล็ก ทุกอย่างดูคับแคบไปหมด
หน้าต่างถูกปิดตายด้วยแผ่นไม้จนแสงลอดผ่านไม่ได้ บนเพดานมีตะขอเหล็กขึ้นสนิมยื่นออกมา โซ่เหล็กเส้นเล็กห้อยตะเกียงน้ำมันที่มีคราบเขียวจากสนิมทองแดง น้ำมันในตะเกียงเต็มเปี่ยม แต่ไส้ตะเกียงดูดซับไว้จนไม่หกเลอะเทอะ
“ห้ามให้ใครเข้าใกล้ และห้ามปล่อยคนนอกออกไป”
“ถ้าคนนอกหนีเข้าไปในหมู่บ้านก่อนฟ้ามืด ต้องรีบแจ้งฉันทันที”
“ถ้าพวกเขาไม่หนี ก่อนฟ้ามืดหนึ่งเค่อให้จุดตะเกียงน้ำมัน แล้วขังตัวเองไว้ในห้องนี้ หลังจากนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ให้ทำเป็นไม่เห็น ห้ามเปิดประตูหรือดับตะเกียงเด็ดขาด เข้าใจไหม?” ผู้ใหญ่บ้านกำชับหลัวปินด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“อืม ๆ” หลัวปินพยักหน้าอย่างจริงจัง
“พูดทวนคำพูดของฉันอีกรอบ” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว
หลัวปินทวนคำพูดของเขาได้แทบไม่ผิดสักคำ
ผู้ใหญ่บ้านจึงคลายหัวคิ้ว “ดีมาก”
เขาหันหลังเดินออกจากบ้านชั้นเดียว ก่อนจะตะโกนว่า “หลัวเฟิง ลูกชายคุณใจเย็นมาก ไม่มีอันตรายหรอก กลับกันเถอะ”
หลัวเฟิงหันกลับไปมองแวบหนึ่ง พยักหน้าเล็กน้อย แล้วเดินตามผู้ใหญ่บ้านจากไป
