บทที่ 2 จักต้องสังหารเขา
“嘭!”
เสียงกระแทกทุ้มต่ำดังขึ้น ร่างของซูหมิงถูกซัดกระเด็นลอยออกไปทั้งตัว ร่วงลงกระแทกพื้น กว่าครู่หนึ่งถึงค่อยพยุงตัวลุกขึ้นใหม่ได้ เลือดซิบหนึ่งไหลรินจากมุมปากของเขา
“ฮ่าๆ! ข้าบอกแล้ว เจ้าพวกนี้ ไม่มีทางเป็นคู่มือของข้าได้” เจ้าเขียวระเบิดเสียงหัวเราะอย่างได้ใจ “ในบรรดาลูกหลานรุ่นเยาว์ของสกุลซูพวกเจ้า มีก็แต่ซูชิงหงคนนั้นที่พอมีความสามารถอยู่บ้าง นอกนั้นล้วนแต่ขยะไร้ค่า แม้แต่ซูชิงหงเอง เมื่ออยู่ต่อหน้าพี่ใหญ่ของข้า ก็ยังไม่นับเป็นกระไรได้เลย”
“ชั่วช้า!” ซูหมิงกับลูกหลานสกุลซูอีกหลายคนทั้งโกรธทั้งจ้านัก แต่กลับโต้แย้งอะไรไม่ได้
วิถียุทธ์ แบ่งเป็นห้าขั้น ได้แก่ หลอมกระดูก ปราณแท้ แปรสมุทร ทลายสุญญากาศ และนิพพาน
ขั้นหลอมกระดูกคือการหลอมกระดูกและโครงร่าง เป็นรากฐานวิถียุทธ์ โดยทั่วไปสองสามปีก็สำเร็จได้ หลังจากนั้นจึงก้าวเข้าสู่หนทางวิถียุทธ์อย่างแท้จริง คือขั้นปราณแท้
ขั้นปราณแท้ มีถึงสิบระดับ
ลูกหลานรุ่นเยาว์ของสกุลซูชุดนี้ เรียกได้ว่าไม่โดดเด่นจริงๆ
คนเดียวที่ค่อนข้างยอดเยี่ยมคือซูชิงหง ก็แค่เพิ่งก้าวเข้าสู่ปราณแท้ระดับสิบเท่านั้น ส่วนพี่ใหญ่ของเจ้าเขียว อายุปีนี้เพิ่งสิบเก้า กลับบรรลุปราณแท้ระดับสิบขั้นสูงสุดแล้ว ห่างจากขั้นแปรสมุทรเพียงก้าวเดียว
อายุและระดับการบำเพ็ญเช่นนี้ ในหมู่ลูกหลานรุ่นเยาว์สกุลซูตอนนี้ ย่อมไม่มีผู้ใดเทียบได้
แน่นอนว่า นี่ไม่นับรวมคนผู้หนึ่ง
และคนผู้นั้น ขณะนี้ได้มาถึงลานประลองแล้ว
“หืม?”
ลูกหลานหลายคนของสกุลซู รวมทั้งซูหมิง เมื่อเห็นผู้มาเยือน ต่างพากันชะงักงัน
“เสี่ยวหมิง ไม่เป็นกระไรมากกระมัง?” ซูซิ่นมองซูหมิง เอ่ยถาม
“ไม่ต้องให้เจ้ามายุ่งกับข้า” ซูหมิงเม้มริมฝีปากแน่น แล้วเบือนหน้าหนีไป
ซูซิ่นก็ไม่ได้ใส่ใจ หันไปมองเจ้าเขียวแทน ดวงตากลับเย็นเยียบขึ้นมา
“ซูซิ่น?”
เมื่อเห็นซูซิ่น เจ้าเขียวใจสั่นวูบ แต่พลันก็ส่งเสียงเหยียด “ข้านึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณชายน้อยแห่งสกุลซูผู้นั้น ในวันที่ประลองกับลูกหลานสกุลซือถู ไม่รบแล้วหนีไปน่ะหรือ?”
เขาจงใจเน้นคำว่า ‘ไม่รบแล้วหนี’ หนักแน่น ความแฝงนัยเสียดสี ใครก็ฟังออก
หากเป็นเมื่อสามปีก่อน เขาไม่กล้าพูดกับซูซิ่นเช่นนี้แน่ กระทั่งจะเงยหน้าขึ้นต่อหน้าซูซิ่นก็ยังไม่มีความกล้า
แต่วันนี้ไม่เหมือนวันวาน
“ซูซิ่น ไอ้คนบาปแห่งสกุลซู ไอ้ขยะที่แม้แต่จะสู้ก็ไม่กล้า เจ้ายังมีหน้ากลับมาอีกหรือ?” เจ้าเขียวแค่นหัวเราะ คนที่อยู่ข้างหลังเขาหลายคนก็หัวเราะเหยียดหยามตาม
ซูซิ่นจ้องมองเจ้าเขียวเย็นเยียบ “เจ้าเขียว บุตรแห่งเจ้าเทียนเหลย คนรับใช้ในสกุลซู ตลอดหลายปีมานี้ พวกเจ้าสามพ่อลูก ได้รับผลประโยชน์จากสกุลซูของข้าไม่น้อยเลยกระมัง เรื่องอื่นไม่กล่าวถึง เพียงแต่บิดาของเจ้า เจ้าเทียนเหลย เมื่อแรกเข้าสกุลซูของข้า ก็แค่ขั้นแปรสมุทรระดับกลางเท่านั้น อาศัยทรัพยากรของสกุลซูข้าทีละก้าว จึงได้ทะลวงเลื่อนขั้นสู่ขั้นทลายสุญญากาศ”
“ส่วนเจ้า ตั้งแต่เริ่มฝึก ทรัพยากรและโอสถที่ได้รับจากสกุลซูข้าทุกเดือน ก็ไม่น้อยสินะ?”
สีหน้าเจ้าเขียวเปลี่ยนไป
“เจ้าสามพ่อลูก ก็แค่อาศัยทรัพยากรสกุลซูของข้า จึงมีกำลังและตำแหน่งเช่นทุกวันนี้ จะว่าไปแล้ว พวกเจ้าก็แค่สุนัขที่กินข้าวสกุลซูของข้าเติบใหญ่ เมื่อไหร่สุนัขถึงกล้าเห่าท้าทายเจ้านายแล้ว?” ซูซิ่นกล่าวเรียบเฉย
“ซูซิ่น เจ้ากล้าด่าข้าหรือ? เจ้าคิดว่ายังเป็นสามปีก่อนหรือ?” เจ้าเขียวโกรธกริ้ว
“สามปีก่อน เจ้าคงเป็นอันดับหนึ่งในหมู่เยาว์ชนสกุลซู อายุสิบห้าปีก็ก้าวสู่ขั้นสูงสุดของปราณแท้ระดับสิบได้แล้ว แต่เจ้าถูกคุมขังในคุกอสูรต้องห้ามถึงสามปีเต็ม!”
“เท่าที่ข้ารู้ ผู้ใดที่ถูกขังในคุกอสูรต้องห้าม จะไม่สามารถสัมผัสไอปราณแห่งสวรรค์และแผ่นดินได้เลย การบำเพ็ญไม่เพียงไม่เพิ่มพูน แต่ยังจะตกต่ำลงอย่างมาก เจ้าตอนนี้ ยังเหลือพลังอีกสักเท่าใด?”
พูดจบ เจ้าเขียวกลับแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ก่อนจะก้าวเท้ายาวออกไป บนฝ่ามือที่เปี่ยมด้วยพลังวิญญาณไม่ธรรมดา ห้านิ้วกำแน่น หมัดหนึ่งจึงซัดระเบิดออกไปตรงซูซิ่น
ซูซิ่นหน้าตาเรียบเฉย จากนั้นก็ซัดหมัดหนึ่งออกไปเช่นกัน
嘭!
หมัดทั้งสองปะทะกันประสานงาตรงๆ ร่างของเจ้าเขียวสั่นสะเทือน ถอยหลังไปหนึ่งก้าว ส่วนซูซิ่นถอยหลังไปสามก้าวรวด
ภาพนี้ ทำให้เจ้าเขียวหัวเราะลั่น “ฮ่าๆ! ซูซิ่น ข้ารู้อยู่แล้ว ไม่ว่าใครก็ตาม ถูกคุมขังในคุกอสูรต้องห้ามสามปี การบำเพ็ญไม่มีทางไม่ถดถอย สามปีก่อนเจ้าเป็นขั้นสูงสุดของปราณแท้ระดับสิบ แต่ตอนนี้การบำเพ็ญของเจ้าเพียงแค่เพิ่งเข้าสู่ขอบระดับเจ็ดเท่านั้น ด้อยกว่าข้าไม่น้อยเลย”
“ด้วยการบำเพ็ญแค่นี้ เจ้ากล้ามาโอหังต่อหน้าข้า? รนหาที่ตาย!”
เจ้าเขียวแสยะยิ้มดุร้าย แล้วพุ่งตัวออกไปอีกครั้ง พร้อมกันนั้นหมัดขวาที่กำแน่นก็ปรากฏแสงโลหิตจาง ๆ คล้ายเปลวไฟลุกพร่าง เห็นได้ชัดว่าเจ้าเขียวมิเพียงออกเต็มกำลัง แต่ยังใช้วิชายุทธ์อีกด้วย
“คุณชาย!”
หงซานอดร้องอุทานขึ้นมาไม่ได้
คนข้าง ๆ อย่างซูหมิงหลายคน สีหน้าก็ตึงเครียดไม่แพ้กัน
พวกเขากำลังเป็นห่วงซูซิ่น จากที่ปะทะกันเมื่อครู่ก็เห็นแล้วว่า การบำเพ็ญของซูซิ่นตอนนี้เพียงแค่ก้าวเข้าสู่ปราณแท้ระดับเจ็ดต้น ๆ เท่านั้น ส่วนเจ้าเขียวกลับบรรลุขั้นสูงสุดของระดับเจ็ดแล้ว
ในด้านการบำเพ็ญ เจ้าเขียวเหนือกว่าชัดเจนมาก
“โง่เง่า”
เมื่อเห็นเจ้าเขียวชกหมัดมา ซูซิ่นกลับแค่นเยาะ ขณะที่หมัดซึ่งเจือแสงโลหิตจาง ๆ และแฝงด้วยอานุภาพไม่ธรรมดา มาถึงเบื้องหน้าห่างไม่ถึงครึ่งฟุต ซูซิ่นใช้ปลายเท้าจรดพื้น พลิ้วตัวข้างเพียงง่าย ๆ หมัดนั้นก็เสียดสีร่างเลยไป กระแทกถูกแต่อากาศว่างเปล่า
พร้อมกันนั้นซูซิ่นยกมือขึ้น แผ่วเบาหนึ่งฝ่ามือฟาดออกไป
“ผัวะ!”
เสียงตบหน้าชัดเจนดังขึ้น
ฝ่ามือนี้ฟาดลงบนใบหน้าของเจ้าเขียวโดยตรง ซัดร่างของเจ้าเขียวทั้งร่างลอยกระเด็นออกไป กลางทางยังมีฟันเลือดกระเด็นหลุดลอยออกไปด้วย
“โง่จริงหนอ”
ซูซิ่นมองลงมาจากที่สูงสู่ร่างของเจ้าเขียวที่นอนดิ้นรนจะลุกขึ้นบนพื้นเบื้องหน้า เหน็บแนมผ่านมุมปาก “คิดว่าการบำเพ็ญสูงกว่าข้าเล็กน้อย ก็จะเอาชนะข้าได้แน่หรือ? เป็นเรื่องน่าขำนัก”
ในโลกนี้ การบำเพ็ญ แท้จริงแล้วคือรากฐานของพลัง แต่มิใช่ทั้งหมด
การบำเพ็ญเท่ากัน แต่กำลังของสองคนอาจห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว
เช่นเจ้าเขียวนี้ กล่าวตามการบำเพ็ญ แท้จริงเขาสูงกว่าซูซิ่นเล็กน้อย แต่พรสวรรค์นั้นแสนธรรมดา ต่อหน้าอัจฉริยะเหนือธรรมดาผู้ปลุกสายเลือดจักรพรรดิเช่นซูซิ่น... ซูซิ่นไม่ต้องชักกระบี่ด้วยซ้ำ เพียงแค่ลงมือตามอำเภอใจ ก็เพียงพอจะเล่นงานมันราวกับห้อยต่องแต่งแล้ว
“เจ้าเขียว วันนี้ ถือว่าเป็นบทเรียนแก่เจ้า เจ้าจงจำไว้ว่า เจ้าก็แค่สุนัขที่สกุลซูข้าเลี้ยงไว้ กินข้าวในสกุลซูของข้า จะแยกเขี้ยวใส่สกุลซูของข้ากลับคืนไม่ได้ หากมีครั้งหน้า ก็ไม่ใช่แค่ตบหน้าหนึ่งทีง่ายดายเช่นนี้แล้ว” ซูซิ่นกล่าวเสียงเยือกเย็น
“ซูซิ่น เจ้า... เจ้า...” เจ้าเขียวตอนนี้ทั้งตกใจทั้งโกรธสุงสุด เขาชี้หน้าซูซิ่น แม้แต่คำพูดก็พูดไม่จบ
ซูซิ่นหมุนตัวกลับแล้ว “หงซาน พวกเรากลับกันเถิด”
“เจ้าค่ะ” หงซานพยักหน้าอย่างว่าง่าย สีหน้ามีแววยินดีที่ยากจะปกปิด
ซูหมิงที่อยู่ด้านข้างอีกหลายคน ก็ค่อนข้างตื่นเต้น เพียงแต่กำลังข่มกลั้นไว้
ทว่าขณะซูซิ่นกำลังจะพ้นจากลานประลอง...
เจ้าเขียวในที่สุดก็ยืนขึ้นได้ เขาหน้าแดงก่ำ แผดเสียงต่ำ “ซูซิ่น เจ้าคอยดูเถิด อีกไม่นาน พี่ใหญ่ของข้าจะกลับมาแล้ว วันนี้ข้าอัปยศเพียงใด จะให้พี่ใหญ่ของข้าทวงคืนเป็นทวีคูณแก่เจ้าแน่”
“พี่ใหญ่ของเจ้า? เจ้าเหวินหรือ?” ซูซิ่นยิ้มน้อย ๆ
สำหรับเจ้าเหวิน เขาพอมีความประทับใจอยู่บ้าง นับว่าเป็นพรสวรรค์ที่ค่อนข้างเก่งในหมู่รุ่นเยาว์ก็จริง แต่เทียบกับเขาแล้ว ยังห่างชั้นนัก
พึงรู้ว่า เจ้าเหวินปีนี้สิบเก้า ก็แค่การบำเพ็ญขั้นสูงสุดของปราณแท้ระดับสิบเท่านั้น ส่วนเขา เมื่ออายุสิบห้า บรรลุถึงแล้ว นี่ยังเป็นช่วงก่อนที่สายเลือดจักรพรรดิของเขาจะตื่นขึ้นเสียอีก
แม้ตอนนี้การบำเพ็ญจะตกต่ำลง แต่การที่เขาจะไล่ตามเจ้าเหวินให้ทันอีกครั้ง ก็มิใช่เรื่องยากเย็นแต่อย่างใด
“ซูซิ่น เจ้าอย่าทำเป็นไม่แยแส ข้าบอกเจ้าเลย เดือนหน้า การประลองแย่งชิงกระบี่อาญาสกุลซูจะเริ่มขึ้น พี่ใหญ่ของข้าก็จะเข้าร่วมด้วยในตอนนั้น ด้วยกำลังของพี่ใหญ่ข้า กระบี่อานี้ต้องตกเป็นของเขาแน่นอน เมื่อนั้นเขาก็จะเป็นผู้นำของเยาว์ชนสกุลซู ลูกหลานรุ่นเยาว์ของสกูลซูต่อไป จะต้องยอมให้เขาเป็นใหญ่!!”
“เจ้าก็ด้วย!” เจ้าเขียวตะโกนอีกครั้ง
“การประลองแย่งชิงกระบี่อาญา?” สีหน้าซูซิ่นในที่สุดก็เปลี่ยนไป
กระบี่อาญาแห่งสกุลซู แต่เดิมมีเพียงสองเล่ม เล่มหนึ่งอยู่ที่ท่านเจ้าบ้าน เป็นตัวแทนอำนาจล้นฟ้าของเจ้าบ้าน
ส่วนอีกเล่มหนึ่งอยู่ในมือของผู้น้อยลำดับหนึ่งในหมู่รุ่นเยาว์ เวลาออกนอกสามารถใช้สิทธิ์เสมือนบุตรเจ้าบ้านของสกุลซูได้
ทว่ากระบี่อาญาแห่งสกุลซู แต่ไหนแต่ไรมา มีแต่คนในสกุลซูด้วยกันแย่งชิงกันภายในเท่านั้น ล้วนมีแต่ผู้แซ่ซูเป็นผู้ถือครอง ส่วนคนนอก แม้แต่คุณสมบัติจะแย่งชิงก็ไม่มี
และตอนนี้...
“คาดไม่ถึงเลย ฝ่ายของเจ้าเทียนเหลยได้บีบตระกูลถึงเพียงนี้แล้ว แม้แต่การแย่งชิงกระบี่อาญา ยังมีสิทธิ์เข้ามาแทรกแซง” ซูซิ่นสีหน้าบูดบึ้ง
กระบี่อาญาของสกุลซู หากถูกคนนอกถือครองเข้า สกุลซูจะไม่กลายเป็นเรื่องน่าขำสิ้นเชิงหรือ?
“เจ้าเขียว!”
ซูซิ่นหมุนตัวกลับ ดวงตาเยือกเย็นดุจดังสายตามัจจุราช เพ่งมองเจ้าเขียว
“เจ้าฟังให้ดี กลับไปบอกเจ้าเหวินเสียว่า กระบี่อาญาแห่งสกุลซู มีแต่ผู้แซ่ซูเท่านั้นที่มีคุณสมบัติถือครอง หากเขากล้าแตะต้อง... ในงานประลอง ข้าจักต้องสังหารเขา!”
กล่าวจบ ซูซิ่นถึงค่อยผละจากไป
……