ภายในบาตรทอง หลูหลินยืนเดียวดาย เมื่อทอดสายตามองไปทั่วก็เห็นแต่ซากปรักหักพัง
เขาเห็นผู้คนอดตายเกลื่อนกลาด เห็นหลักศีลธรรมเสื่อมทราม เห็นความเป็นมนุษย์ดับสูญ
โลกใบนี้ที่แปรเปลี่ยนมาจากพลังวิเศษของพุทธศาสนา สมจริงจนทำให้ผู้คนแทบหายใจไม่ออก
แต่แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์สิ้นหวังเช่นนี้ หลูหลินก็ไม่ยอมแพ้
เขาไม่ได้ไปสนับสนุนกษัตริย์องค์ใหม่ และไม่ได้เลือกปลีกวิเวกในป่าเขาเพื่อรักษาตนให้รอดพ้น
หากเลือกเส้นทางที่ยากลำบากที่สุด
ท่ามกลางซากปรักหักพัง หลูหลินก้มลง ใช้มือปัดกวาดพื้นทรายให้เรียบ แล้วเริ่มเปิดแท่นธรรมอย่างช้า ๆ ท่ามกลางความเงียบงัน
ไม่มีโต๊ะ ก็ใช้ผืนดินเป็นโต๊ะ
ไม่มีพู่กันและหมึก ก็ใช้พื้นทรายเป็นกระดาษ
เขียนทีละขีดทีละเส้นลงบนพื้นทราย บันทึกวิถีแห่งปราชญ์ขึ้นใหม่
ในตอนแรก ชาวบ้านที่ด้านชาก็ไม่มีใครใส่ใจ
ทว่าเสียงของหลูหลินกลับกลายเป็นเสียงเดียวในโลกขาวดำใบนี้
ทีละน้อย ผู้คนเริ่มหยุดฝีเท้า ในดวงตาว่างเปล่าค่อย ๆ ปรากฏแสงสว่างขึ้นมาริบหรี่
หนึ่งคน สองคน ผู้คนเริ่มมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
พวกเขามองบัณฑิตผู้หนึ่งซึ่งสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง แต่ยืนตัวตรงสง่างาม พลางรับฟังหลักธรรมแต่ละประโยคที่ชวนให้ตื่นจากความหลงใหล
ความมืดบอดค่อย ๆ มลายไป
ในเวลานี้เอง หลูหลินหยุดเขียน เงยหน้าขึ้น กวาดตามองใบหน้าที่เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาทีละหน้า
เสียงของเขาดังก้องไปทั่วผืนดินรกร้าง
“ผู้ปกครองแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุข มิได้อยู่ที่การผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ หากอยู่ที่วิถีธรรมยังคงดำรง!”
สิ้นเสียง
ทั่วทั้งโลกพลันเปล่งประกายสีทองเจิดจ้า!
“ตูม!”
ภาพวันสิ้นโลกเบื้องหน้าแตกสลายทีละชั้น กลายเป็นประกายแสงลอยฟุ้งทั่วฟ้า
