เหลือบมองนางฉินที่วุ่นวายอยู่รอบกองไฟ หลิวฟู่จึงเอ่ยกับหลูหลินว่า “นางฉินคนนี้ นิสัยดื้อรั้นยิ่งนัก เชื่อถือเรื่องเดียวจนตาย ว่าจะไม่กินข้าวโพดของพวกเราโดยไม่มีวี่แวว ต้องทำงานสักอย่างจึงจะสบายใจ”
“ช่วงวันนี้ นางมาทุกวัน ช่วยซักฉลอง กวาดถู เฝ้าไฟ งานอะไรก็แย่งทำทั้งนั้น”
หลิวฟู่พูดจบก็ถอดใจถอดหายใจยาวออกมา
“ก็คนไร้ที่พึ่งคนหนึ่ง วัยนี้น่าจะมีความสุขกายสบายใจ…โลกใบนี้ ช่างทำร้ายคนแท้ ๆ”
หลูหลินพยักหน้า แต่ไม่เอ่ยถ้อยคำใดเพิ่ม
ครานั้น นางฉินอุ้มกองฉลองเดินมายืนตรงหน้าหลิวฟู่ เงยหน้าขึ้นถามว่า “ท่านผู้มีพระคุณหลิว ฉลองของท่านล่ะเพคะ”
หลิวฟู่ส่ายหัวแล้วยิ้ม “วันนี้ออกเวรเสร็จก็รีบกลับบ้าน ไม่รบกวนนางฉินให้เหนื่อยแรงหรอก”
นางฉินมิได้ถามต่อ เพียงพยักหน้าเงียบ ๆ แล้วเอียงศีรษะงดงามมองไปยังหลูหลินที่นั่งเงียบมาตลอด
หลิวฟู่เห็นดังนั้นจึงรีบแนะนำขึ้นเสียเอง
“นางพี่ฉิน คนผู้นี้คือประธานสมาคมสมาคมจื่อเฉียงของพวกเรา หลูหลิน หรือหลูจั่วจือ”
“ยาที่ลูกน้องของนางขาดอยู่ วันนี้ก็เป็นจั่วจือที่นำมาให้เอง”
พอได้ยินนามสองคำว่าหลูหลิน ร่างผอมบางของนางฉินสั่นสะท้านชัดเจน
เสื้อผ้าในอ้อมกอดร่วงกราวลงพื้นเสียงดัง ตัวนางก็คุกเข่าลงตรง ๆ แล้วโขกศีรษะกราบหลูหลินดังหนึ่งครั้ง
“หญิงสามัญฉิน ขอคารวะพระคุณท่านหลูที่ชุบชีวิตไว้”
คิ้วหลูหลินขยับเล็กน้อย รีบก้าวขึ้นไปประคองให้ลุก
“นางพี่ฉินรีบลุกขึ้น ทำเช่นนี้มิได้”
“ข้าก็เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมสมาคมทุกคน เพียงให้กำลังเล็ก ๆ ตามกำลังเท่านั้น ไม่อาจรับคำว่าผู้มีพระคุณได้”
