ในที่สุดหูอีเตาก็อดไม่ได้ที่จะรีบร้อนใจ ร่างกายเอนตัวไปข้างหน้าอีกครึ่งหนึ่ง เอ่ยถามอย่างรี่นร้อง “ท่านเอกหลู ที่ดินริมท่าเรือคลองขนส่งนั้น มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?”
ในยามนี้ หูอีเตาไม่เหลือวี่แววของรองประมุขก๊กเรือขนส่งเลยแม้แต่น้อย เมื่ออยู่ต่อหน้าหลูหลิน เขาประหนึ่งศิษย์ที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้ทุกประการ
หลูหลินยิ้มแล้วอธิบายอย่างใจเย็น
“คำว่าที่ดินพอให้เข้าใจตามตัวอักษร หมายถึงการยึดเอาแผ่นดินเป็นแกนกลาง แล้วพัฒนากิจการต่าง ๆ ที่ให้กำไรอย่างต่อเนื่องขึ้นมา”
“เอาท่าเรือคลองขนส่งแห่งนี้เป็นตัวอย่าง ตลิ่งโคลนริมน้ำ คลังสินค้า รวมถึงแผ่นดินโดยรอบ ย่อมสามารถให้กิจการขนส่งทางเรือฉลองข้าวที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่วางแผนบริหารรวมกันทั้งหมดได้”
เมื่อเห็นว่าหูอีเตายังงงงวยอยู่เต็มหน้า หลูหลินจึงแหวกแกะขั้นตอนปฏิบัติจริงออกมาเหลือกลืนหายช้า
ชี้นิ้วจุ่มน้ำชาบางส่วนบนโต๊ะ วาดแผนที่ลำน้ำอย่างง่ายขึ้นมา
“ขั้นแรก การรับรองสิทธิ์ในที่ดิน”
“พวกเราอาจอาศัยข้ออ้างว่า ‘ขุดลอกคลองและเสริมความมั่นคงของเขื่อน’ เข้าไปรับจ้างที่ดินตลิ่งโคลนริมน้ำก้อนใหญ่จากราชการ แผ่นดินเหล่านั้นแท้จริงก็เป็นเพียงโคลนตมที่ไม่มีใครแลหา ราชการย่อมยินดีที่จะมีผู้ลงเงินลงแรงมาปรับปรุง เราใช้ต้นทุนเล็กน้อย ก็สามารถได้โฉนดที่ดินมาครอง”
“ขั้นที่สอง การกอบกู้กำไรจากงานพื้นฐาน”
“ทุกปีราชสำนักจะจัดสรรเงิน ‘ค่าซ่อมเขื่อน’ มา แทนที่จะปล่อยให้ขุนนางทุกระดับตักตวงกินเป็นชั้น ๆ เราก็ควรลงมารับงานนี้เสียเอง ใช้เงินก้อนนี้สร้างตลิ่งโคลนตมให้กลายเป็นท่าเรือหินที่มั่นคงแข็งแรง”
หลูหลินเอ่ยถึงตรงนี้ก็หยุดชั่วคราว ให้เวลาหูอีเตาได้คิดตาม
“เมื่อท่าเรือสร้างเสร็จ ก็แบ่งชั้นออกมาปล่อยเช่า ชั้นล่างสุด ให้เช่าแก่พ่อหนุ่มแรงงานบนท่าเรือ ให้เขามีที่พำนักหลบลมฝน เก็บค่าเช่ารายวัน ชั้นกลาง สร้างคลังสินค้าและห้างร้านของพ่อค้า ให้เช่าแก่บริษัทพาณิชย์ที่สัญจรไปมา เก็บค่าเช่ารายเดือน ชั้นบนสุด เปิดโรงรับเงิน โรงเหล้า แม้กระทั่ง...สำนักบันเทิง ก็ได้ เก็บค่าเช่ารายปี”
