หนึ่งวันให้หลัง ประตูใหญ่หนักอึ้งของสนามสอบก็ค่อย ๆ เปิดออก
ฝูงชนที่เฝ้ารออยู่นอกสนามสอบอย่างเงียบงัน พลันครึกครื้นขึ้นมาทันที
“ออกมาแล้ว! ออกมาแล้ว!”
“นั่นลูกชายข้า คาดว่าคงทำได้ไม่เลว...”
“พี่ใหญ่ข้าก็ไม่เลว ใบหน้าแดงเปล่งปลั่งเชียว...”
ท่ามกลางเสียงพูดคุย ผู้เข้าสอบทยอยเดินออกมา สีหน้าท่าทางแตกต่างกันไป
บางคนเชิดหน้าชูอก ใบหน้าเปล่งปลั่ง บางคนกลับคอตก สีหน้าหม่นหมอง ก้าวเท้าหนักอึ้ง
คนในฝูงชนต่างพากันเข้าไปต้อนรับคนในครอบครัวของตนทันที
“ลูกเอ๋ย เมื่อวานพ่อเหมือนได้ยินเสียงระฆังวรรณกรรมดังขึ้น ในสนามสอบมี...” คำพูดของบิดาผู้หนึ่งเพิ่งเอ่ยถึงครึ่งหนึ่ง เสียงก็พลันขาดหายไป
ความอยากรู้บนใบหน้าถูกแทนที่ด้วยความงุนงงในชั่วพริบตา เขาจ้องมองบุตรชายอย่างเหม่อลอย
“ข้า... เมื่อครู่ข้าจะถามอะไรนะ?”
“แก่แล้ว แก่แล้ว ขี้ลืมเสียจริง” บิดาเกาศีรษะ ยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน
“อ้อ ใช่แล้ว สอบเป็นอย่างไรบ้าง?”
เหตุการณ์คล้ายกันนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าหน้าประตูสนามสอบ
ผู้คนมากมายต่างรู้สึกตื่นเต้นอย่างหาเหตุผลไม่ได้ ในใจวนเวียนอยู่กับคำถามหนึ่งที่อยากรู้คำตอบอย่างยิ่ง
แต่พอคำถามมาถึงริมฝีปาก กลับกลายเป็นความว่างเปล่า เหลือเพียงคำทักทายธรรมดา
มุมหนึ่งของฝูงชน ลุงใหญ่ก็ยืดคอ ตั้งใจเงี่ยหูฟัง
ผู้คนรอบข้างพากันพูดคุยจอแจ ทว่าล้วนเป็นเพียงเรื่องสนทนาทั่วไปหลังการสอบ
“แปลก คนพวกนี้เป็นอะไรกัน?” ลุงใหญ่พึมพำในใจ พลางกวาดตามองหาคนในฝูงชนไม่หยุด
“หลูเกอยังไม่ออกมาอีกหรือ?”
รออยู่นาน เห็นผู้เข้าสอบทยอยเดินออกไปจนเกือบหมด ลุงใหญ่ก็ลืมไปเสียแล้วว่าตนอยากรู้อะไร
