มองลงมาจากหอเฝ้าด่านเยี่ยนเหมินกวน ทัพพันธมิตรสามแสนสามหมื่นนายคล้ายผืนหมึกมืดทึบ แผ่จากสุดขอบฟ้าริมเส้นขอบฟ้าเรื่อยมาจนถึงเชิงด่าน
บนหอกลางเมือง หลูหลินกับหวังชิงชานยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กัน ท่าทีสงบเยือกเย็น
หวังชิงชานสวมชุดขาวผืนเดียว ชายเสื้อพลิ้วไหวตามสายลม เขามองไปยังแนวรบของศัตรูจากที่ไกลอยู่นานพักหนึ่ง คิ้วขมวดเล็กน้อยอย่างแทบมองไม่เห็น
“ท่านหลู ศึกครั้งนี้ช่างลำบากนัก จำนวนสองฝ่ายทั้งข้าศึกและพวกเราต่างกันมากเหลือเกิน”
“ครั้งนี้สำนักเซิ่งยวนของข้ามาด้วยหานหลินยี่สิบเจ็ดนาย บวกมหาปราชญ์ม่ออีกหนึ่ง มากที่สุดก็เพียงสกัดวัชระทั้งสามของพุทธศาสนาและผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งเอาไว้ได้เท่านั้น ส่วนที่เหลือ....”
ส่วนที่เหลือ ก็คือกองทัพหนึ่งหมื่นนาย ที่ต้องเผชิญหน้าโดยตรงกับกองทัพเสือและหมาปากว่ายี่สิบหมื่นนาย
หลูหลินได้ยินดังนั้น ริมหน้าจึงเปิดรอยยิ้มอันเยือกเย็น ยกมือชี้ลงไปยังแถวทัพของพันธมิตรเบื้องล่าง
“องค์ประมุขหวังกรุณาทอดพระเนตร กองทัพทั้งห้ารัฐตั้งค่ายแยกจากกัน ทั้งสีธงและการจัดกระบวนทัพล้วนแตกต่างกัน รัฐเสี่ยวฟางอยู่ตรงกลาง รัฐเชอชืออยู่เบื้องซ้าย รัฐโหลวหลานอยู่เบื้องขวา อีกสองรัฐคุ้มกันท้าย ดูท่าจะเกรียงไกร แท้จริงแล้วต่างคนต่างแอบมีความคิดชั่วร้ายในใจ”
“นี่แหละ คือจุดที่สามารถทำลายสถานการณ์ตันได้”
ในขณะที่พูด หลูหลินแบ่งใจใช้สองทาง ข้างหนึ่งดำดิ่งสู่ความคิดในศีรษะ
บนกระดานทรายจิ่วซานเหอ การวางกำลังของกองทัพศัตรูปรากฏชัดเจนแจ่มแจ้ง ทุกการเคลื่อนไหวของหน่วยเล็กหน่วยน้อย ตำแหน่งของทุกแม่ทัพ ล้วนแปรเป็นจุดแสงสว่างชัดเจน
จิตใจขยับเล็กน้อย ล็อกไปยังกระโจมทัพหลวงของรัฐเสี่ยวฟาง
ตรงนั้นมีจุดแสงหนึ่งที่เป็นตัวแทนของอาจารย์หลวงเสี่ยวฟาง รอบกายกำลังห้อมล้อมด้วยสีเพลิงแดงหม่นที่คล้ายมีคล้ายไม่มีอยู่เส้นหนึ่ง
พระตำหนักฉางเชิง!
ที่จริงก็เช่นนั้นเอง ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดห้ารัฐแดนตะวันตกจึงรวมตัวกันได้รวดเร็วนัก ที่แท้เบื้องหลังคือพระตำหนักฉางเชิงที่ลอบส่อสัมพันธ์อยู่
ลืมตาขึ้นแล้ว หลูหลินก็หันไปสั่งการแก่ซวินไฉที่อยู่ข้างกายด้วยเสียงทุกหนัก
