นางหลี่พลันนึกถึงบุตรชายของตนขึ้นมา
สมัยที่หลูเกออายุเท่าเสี่ยวสือโถวนั้น ไฉนเคยต้องให้นางต้องเป็นห่วงเป็นใจเช่นนี้ ทั้งอ่านออกเขียนได้ สารพัดสิ่งล้วนแย่งกันเรียนรู้เสียเอง
ไม่รู้นิสัยแบบเสี่ยวสือโถวนี่มันไปเอาถอดแบบใครมา
คิดไปคิดมา นางหลี่ก็เอาใจแขวนไปทางหลูเกออีก
ไม่รู้ว่าหลูเกออยู่ที่เมืองหลวงม่านเมฆเป็นเช่นไรบ้าง
หลายวันก่อนฟูจื่อได้พูดปรารภมาไม่กี่คำ เป็นเหตุว่าหลูเกอได้ทำความดีครั้งยิ่งใหญ่ที่เมืองหลวงม่านเมฆ ดูท่าทีภาคภูมิใจแทนของฟูจื่อยามนั้น คงจะพึงพอใจเป็นยิ่งนัก
แต่พอนางอยากจะถามเพิ่มอีกสักสองสามคำ ฟูจื่อกลับเริ่มพูดลึกลับกำกวม บอกให้นางวางใจรอเท่านั้น
ช่างเป็นที่รำคาญใจเหลือเกิน
ครานั้น เสี่ยวสือโถวที่เสร็จงานในมือแล้วก็เดินเข้ามาแอ่นตัวอยู่ข้างกายนางหลี่ เงยหน้าน้อยขึ้นมา ถามเสียงออดอ้องออดอ้อเหมือนอวดผลงาน “แม่จ๋า เห็นหนูทำงานคล่องแคล่วไม่เจ้าคะ”
นางหลี่ถูกลูกสาวดึงความคิดกลับมา จึงยืนนิ้วขึ้นมาอย่างไม่เอาใจ แต้มเบา ๆ ลงที่หน้าผากของเจ้าหลื่อเมื่อยหนึ่งที
“เจ้าผู้หญิงตายยากนี่ รีบร้อนทำงานไปทำไม เดี๋ยวแต่งงานไปแล้วงานจะรอให้ทำเพียบ!”
“เสียเงินส่งเจ้าเข้าโรงเรียนมังมัก แท้ทว่าวัน ๆ เจ้ากลับรู้แต่วิ่งไปร้านค้า ถ้าให้ฟูจื่อตามมาถึงหน้าบ้านอีก ลองดูว่าข้าจะเฆี่ยนหนังเจ้าให้ลอก!”
หลูโห่วที่เสร็จงานแล้วเช็ดมือ หยิบก๊อดยาเส้นขึ้นมาจากริมโต๊ะ สูดดมอย่างเมามัน พ่นควันเป็นก้อน หรี่ตายิ้มแล้วว่า “เด็กนักหรือ ยังไม่รู้จักโลก เจ้าอย่าได้รีบตีกลับไปกลับมาเลย”
