เบื้องหลังหลูหลิน หลี่หู่รีบรุดตามมาติด ๆ รอยยิ้มที่ฝืนยิ้มไว้เมื่อครู่หายวับไป เหลือเพียงความกังวลใจ
“ท่านท่านกระหม่อม....”
“ว่ามา หนิวต้าลี่เป็นอะไรกันแน่” หลูหลินมิได้หันหลังกลับ เสียงราบเรียบ
หลี่หู่ชะงักฝีเท้า ริมฝีปากขยับเล็กน้อย แล้วรีบก้าวสองสาวัตถามเข้าเคียงข้างหลูหลิน ลดเสียงลงต่ำ
“ท่านกระหม่อม ต้าลี่....เขาไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่งช่วงนี้”
เพียงได้ยินน้ำเสียงของหลี่หู่ หลูหลินก็สัมผัสได้ถึงความหวาดหวั่นของอีกฝ่าย จึงเงยหน้าขึ้นส่งสายตาเป็นเชิงให้เล่าต่อ
“มิใช่เพียงเงียบงันผิดวิสัยเท่านั้น หาก....หากยังเดินละเมอกลางดึกอีกด้วย”
“เดินละเมอ?”
“ใช่แล้ว!” หลี่หู่พยักหน้าหงึก
“หลายคืนแล้ว พวกที่เฝ้ายามยามดึกเห็นเขาเดินออกมาเพียงลำพังที่ลานซ้อม ยกมือเท้าแบบแผนใส่หุ่นไม้ ปากยังบ่นเป็นภาษาแปลก ๆ ที่ใครก็ฟังไม่เข้าใจ ลิ้นกลิ้งเพี้ยน ๆ ได้ยินแล้วขนลุกหนาวเหน็บ”
ภาษาแปลกประหลาด
หลูหลินมิได้หยุดฝีเท้า ภาพเงารางของหลีหวงปรากฏขึ้นในโสตปัญญาพร้อมกัน
“แล้วฝ่ายโจวผิงล่ะ เจ้าบอกว่าที่นั่นก็เกิดเรื่อง?”
เมื่อถูกกล่าวถึงโจวผิง สีหน้าของหลี่หู่ยิ่งทึมกลั้ว กลืนน้ำลายลงคอ เสียงอึดอัด
“กองพันธนูเทวะนั่นของเขาเรื่องอัปมงคลยิ่งกว่า! ไม่กี่คืนก่อน ตอนออกตรวจยาม บนกำแพงเมืองมีคนหลายสิบชีวิตเห็นกันตาเป็นสีเดียวว่า เบื้องล่างกำแพงมีเงาร่างคนยืนกันเต็มไปหมด!”
“ล้วนเป็นชาวเมืองที่เสียชีวิตในคืนพิธีบูชาด้วยเลือดนั่นทั้งนั้น ทั้งตัวเปื้อนโลหิต ใบหน้าพังยับ ยังแต่เงยหน้าขึ้นจ้องมองคนบนกำแพงอย่างไม่กะพริบตา เบ้าตาทะลุเป็นโพรงดำ เลือดเซาะลงมาเรื่อย ๆ.....คืนนั้นพี่น้องล้มหมดสติไปเจ็ดแปดคน บัดนี้ยังนอนกลอกอยู่ในแผงกอง เผลอ ๆ ก็พูดจาเลื่อนลอย!”
