หลิวเหมยพูดข่มขู่จบก็หันหลังเตรียมเดินจากไป
เธอวางแผนไว้ในใจอย่างดี
แค่กลับไปฟ้องร้องสักยก ยืนกรานว่าเฉินเฟิงหลอกลวงแล้วทอดทิ้งเธอ ทางสหกรณ์คงไม่ปล่อยเขาไปแน่
เฉินเฟิงเป็นแค่ชาวนาจน ๆ ไม่มีอำนาจหรือเส้นสาย จะเอาอะไรมาแข่งกับเธอ
คิดได้อย่างนั้น หลิวเหมยก็เร่งฝีเท้า
แต่เธอยังเดินไปไม่ถึงสองก้าว เฉินเฟิงก็ไล่ตามมาทัน
“นาย... นายจะทำอะไร”
หลิวเหมยรู้สึกใจหายขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ แล้วถอยหลังไปครึ่งก้าว
เฉินเฟิงไม่ตอบเธอสักคำ
เขาก้าวฉับ ๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็พุ่งไปถึงตรงหน้าเธอ
โดยไม่มีสัญญาณเตือนใด ๆ
เขายกมือขวาขึ้น ฟาดเข้าที่หน้าหลิวเหมยอย่างแรง
“เพี๊ยะ”
เสียงตบดังสนั่นกังวานกลางหิมะที่โปรยปราย
เฉินเฟิงลงแรงเต็มที่กับฝ่ามือนี้
ความแค้นที่สะสมมาสามสิบปี รวมถึงความแค้นเลือดที่ชาติก่อนถูกวางยาจนตาย ล้วนถูกอัดแน่นอยู่ในฝ่ามือนี้
หลิวเหมยไม่มีโอกาสหลบเลยแม้แต่น้อย
เธอรู้สึกเพียงลมแรงพัดปะทะหน้า ก่อนแก้มขวาจะราวกับถูกแผ่นเหล็กฟาดเข้าอย่างจัง
แรงมหาศาลซัดร่างเธอลอยกระเด็นไป
ร่างหมุนคว้างกลางอากาศครึ่งรอบ ก่อนตกกระแทกลงในกองหิมะที่เต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งอย่างแรง
“โอ๊ย”
หลิวเหมยกุมหน้า ร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือด
“นี่มัน...”
ชาวบ้านที่เพิ่งเดินออกไปนอกลานบ้านได้ยินเสียงดัง ก็หยุดฝีเท้ากันหมด
ทุกคนหันกลับมาแล้วพากันตะลึงงัน
แทบไม่อยากเชื่อสายตา
