หลิวเหวินชิวกับพ่อของเธอคงถูกตำรวจทำให้ตกใจจนหน้าซีด
ตอนแรกทั้งสองคงคิดจะแค่ข่มขู่หานเย่ หวังจะฉวยโอกาสหาผลประโยชน์อะไรสักอย่าง
ใครจะคิดว่าเฉียวหลานซูจะแจ้งตำรวจโดยตรง แถมยังพาตำรวจมาถึงบ้านเพื่อสอบสวนอีกด้วย
ต่อให้ปกติจะวางอำนาจแค่ไหน แต่พอเห็นตำรวจในเครื่องแบบก็ยังต้องกลัวอยู่ดี
ดังนั้น ตลอดสามวันหลังจากนั้น ทั้งครอบครัวจึงไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ
แน่นอนว่า หลิวเหวินชิวก็ไม่ได้กลับไปเรียนอีก
ต่อมาเจ้าเยี่ยนฝางเล่าเรื่องนี้ให้เฉียวหลานซูฟัง บอกว่าหลิวเหวินชิวลาออกจากโรงเรียนแล้ว ที่บ้านให้เธอออกไปทำงานหาเงิน เพื่อส่งน้องสาวกับน้องชายเรียน ไม่อย่างนั้นพ่อของเธอจะไม่ยอมส่งลูกสาวสองคนเรียน
อย่างไรเสีย ในบ้านมีลูกสี่คน พ่อของเธอยอมส่งเสียแค่สองคน ส่วนลูกชายยังเล็ก ยังไม่ถึงวัยเข้าเรียน แต่น้องสาวสองคนถึงวัยต้องไปโรงเรียนแล้ว
หลิวเหวินชิวจึงไม่มีทางเลือก ได้แต่ลาออกจากโรงเรียน
เฉียวหลานซูฝากให้คุณครูเจ้าเฝ้าดูอยู่หลายวัน หากตระกูลหลิวมีความเคลื่อนไหวอะไรอีก ให้รีบบอกเธอทันที
เผื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้น เธอจะได้จัดการรับมือทัน
ส่วนหานเย่ เพื่อป้องกันไว้ก่อน เฉียวหลานซูก็ยื่นเรื่องลาให้เขาหนึ่งสัปดาห์
บ่ายวันนั้นหลังจัดการเรื่องเรียบร้อย ขากลับเฉียวหลานซูก็ให้ตำรวจสองนายไปส่งหานเย่กลับบ้าน
ส่วนเธอรอจนโรงเรียนเลิก รับเด็กสองคนแล้วแวะตลาดซื้อกับข้าวก่อนกลับ
พอกลับมาถึง ก็เห็นหานเย่กับหานเหวินหลินอยู่ในลานบ้านของเธอ ไม่รู้ว่ามารอกันนานแค่ไหนแล้ว
เมื่อเฉียวหลานซูเห็นพวกเขา ก็ถามด้วยสีหน้าประหลาดใจว่า “ผู้อำนวยการหาน วันนี้มีเวลามาได้อย่างไรคะ? งานของคุณไม่ยุ่งมากหรือคะ?”
หานเหวินหลินเองก็เป็นคนงานยุ่งคนหนึ่ง ตอนฉินหยวนเจิ้งยุ่ง อย่างน้อยก็ยังกลับบ้านมาค้างคืนได้
แต่เวลาหานเหวินหลินยุ่ง เขามักออกไปข้างนอก และบ่อยครั้งก็นอนค้างที่ห้องทำงานในสถานีตำรวจ บางทีก็เดินทางไปทำงานต่างเมือง ไปทีหนึ่งสิบวันครึ่งเดือน แทบจะไม่เห็นแม้แต่เงา
หลายปีมานี้เขายังคงอยู่ตัวคนเดียว ไม่ได้แต่งงานใหม่ ส่วนหนึ่งก็เกี่ยวข้องกับงานที่ยุ่งของเขา
