พอเว่ยหงเหมยพูดจบ ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกตะลึง
เลขาว่าการเหวินทำหน้าเคร่งขรึม ยื่นมือชี้เธอแล้วถามอย่างจริงจังว่า “เว่ยหงเหมย เมื่อกี้แกยอมรับเองกับปากแล้วว่าแกเป็นคนติดโปสเตอร์ประณาม ทำไมตอนนี้ถึงกลับไม่ยอมรับล่ะ? บอกฉันมาตามตรง โปสเตอร์ประณามนี่แกเป็นคนติดหรือเปล่า! ห้ามโกหก!”
เว่ยหงเหมยเป็นคนขี้ขลาดมาก แถมยังไม่ค่อยฉลาด ไม่มีทั้งเล่ห์เหลี่ยมหรือความกล้า
เมื่อก่อนซุนหมิงหยงกับเว่ยเจิ้งเหยียเลี้ยงดูเธอ เธอไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นอยู่ จึงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไร้กังวล ไม่มีอะไรให้ต้องหนักใจ
ต่อมาซุนหมิงหยงถูกส่งไปแรงงานบำบัด แต่ก็ยังมีเว่ยเจิ้งเหยียคอยเป็นหลักอยู่
ตอนนี้แม้แต่เว่ยเจิ้งเหยียก็ยังตกงาน ทุกวันทำได้แค่ไปเป็นคนงานชั่วคราวที่สนามก่อสร้างแถวนั้น หาเงินกับบัตรซื้อของมาประทังชีวิต
แน่นอนว่าเขาย่อมไม่มีเวลามาจัดการเรื่องของเว่ยหงเหมยแล้ว
คราวนี้เว่ยหงเหมยก่อเรื่องเข้า เธอจึงกลัวขึ้นมาจริง ๆ
เธอหน้าซีดเผือด พูดตะกุกตะกักว่า “ฉัน... ฉัน...”
เธอลังเลอยู่นาน เหลือบเห็นทุกคนจ้องมองเธอด้วยสายตาราวกับจะพ่นไฟ
เธอรีบพูดว่า “โปสเตอร์ประณามนั่นฉันเป็นคนติดจริง แต่ฉันไม่ได้เขียนนะ! เป็นหลิวเว่ยหงต่างหาก หลิวเว่ยหงให้ฉันทำ!”
ทุกคน “!!!”
ผู้คนในที่นั้นพากันฮือฮาขึ้นมาทันที ทั้งเลขาว่าการเหวินและหยางเหวินหยานต่างตกตะลึง
หยางเหวินหยานพูดว่า “หลิวเว่ยหง? หลิวเว่ยหง เข้ามาพูดเดี๋ยวนี้!”
