ฉินหยวนเจิ้งนั่งอยู่ตรงนั้น จ้องมองเฉียวหลานซูเงียบ ๆ อยู่นาน ใจของเขาอ่อนยวบลง อารมณ์ซับซ้อนอยู่บ้าง
เขามองเฉียวหลานซูอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเรียกเธอเสียงต่ำว่า “ที่รัก น้องเฉียว?”
เฉียวหลานซูได้ยินเสียงจึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เห็นฉินหยวนเจิ้งนั่งอยู่ข้างเตียง เขายังสวมชุดทหารที่เรียบร้อยเนี้ยบ แต่หนวดเครารุงรัง ใต้ตาดำคล้ำ ดูท่าคงอดนอนมาทั้งคืน
เขามาเงียบ ๆ ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไร
พอเฉียวหลานซูเห็นฉินหยวนเจิ้งก็ยิ้มทันที ดวงตาคู่สวยดำขลับและเย็นใส เธอลดเสียงลง กระซิบว่า “พี่เจิ้ง ดูสิ ลูกของเรา”
ฉินหยวนเจิ้งมองตามสายตาเธอไป ก่อนจะพยักหน้าอย่างอ่อนโยน “ตอนนี้เจ้าตัวเล็กหลับเงียบเชียว แต่เมื่อคืนทำผมวุ่นวายไปทั้งคืน”
เด็กเพิ่งคลอดได้ไม่นานก็เริ่มถ่าย หมอบอกว่าเป็นขี้เทา สีดำสนิท ทำเอาฉินหยวนเจิ้งตกใจแทบแย่
ต่อมาเด็กก็ร้องไห้อีก ป้าสือบอกว่าเด็กหิว จึงชงนมผงให้กินนิดหน่อย แต่เด็กไม่ชอบดื่ม
ฉินหยวนเจิ้งตื่นเต้นจนเหงื่อท่วมตัว
เทียบกับการเลี้ยงเด็กแล้ว เขายอมไปรบเสียยังดีกว่า
ยากจริง ๆ
เฉียวหลานซูถามฉินหยวนเจิ้งว่า “พี่เจิ้ง ตั้งชื่อให้ลูกหรือยัง?”
ฉินหยวนเจิ้งเอื้อมมือดึงผ้าห่มให้เฉียวหลานซู แล้วช่วยจัดเส้นผมที่ปรกหน้าให้เธอ ก่อนจะตอบว่า “ยังคิดไม่ออกเลย คุณมีไอเดียไหม?”
ที่จริงระหว่างที่เฉียวหลานซูตั้งครรภ์อยู่หลายเดือน ทั้งคู่คุยเรื่องชื่อลูกกันไม่น้อย
แต่ก็ยังตกลงกันไม่ได้สักที
เพราะทั้งคู่ตั้งชื่อไม่เก่ง จะเปิดพจนานุกรมหาก็เปิดไปเปิดมาแล้วยังไม่เจอชื่อที่ถูกใจ
ฉินหยวนเจิ้งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “ไม่อย่างนั้นก็ชื่อรักชาติไหม?”
เฉียวหลานซูได้ยินชื่อนี้ก็ส่ายหน้าทันที “อย่าเลย คนชื่อนี้เยอะมาก”
ในรายชื่อพนักงานโรงงานผลิตอาหาร แค่ไล่ดูก็เจอคนชื่อรักชาติอยู่ตั้งหลายคน
ฉินหยวนเจิ้งจึงพูดต่อว่า “งั้นชื่อลี่เซี่ยล่ะ?”
เฉียวหลานซู “……”
ฉินหยวนเจิ้งรู้อยู่แล้วว่าเฉียวหลานซูไม่ชอบชื่อนี้ เขามองสีหน้าเธอแล้วอดหัวเราะไม่ได้ “ผมตั้งชื่อไม่ค่อยเก่งจริง ๆ ไม่อย่างนั้นเราลองเปิดพจนานุกรมดูกันไหม”
เฉียวหลานซูอุ้มเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขน มองใบหน้าย่นยู่ของเขา
