หลังจากหานเหวินหลินกลับไป เขาก็จัดการเรื่องเข้ารับตำแหน่งเรียบร้อย กลายเป็นหัวหน้าสถานีตำรวจเมืองหลงเฉิง
แต่ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มสืบสวน ก็พบว่าเจิ้งเหวยกงกับเจิ้งเหวินฮุ่ยพี่น้องกันได้ออกจากหลงเฉิงไปแล้ว
พี่น้องคู่นี้อ้างว่าจะกลับบ้านเกิดไปเยี่ยมญาติ จึงยื่นใบลาและแจ้งเรื่องไว้ตามขั้นตอน
แต่หากสืบลึกลงไป ก็จะพบว่าพวกเขาไม่มีญาติเหลืออยู่ที่บ้านเกิดแล้ว
ก่อนหน้านี้ฉินหยวนเจิ้งให้คนไปสืบประวัติการทำงานและสถานะครอบครัวของเจิ้งเหวยกงกับเจิ้งเหวินฮุ่ย แล้วก็พบความผิดปกติอย่างรวดเร็ว
ฉินหยวนเจิ้งนำเอกสารไปให้หานเหวินหลิน หานเหวินหลินที่ยังบาดเจ็บอยู่เปิดอ่านเอกสารพวกนั้นในสถานีตำรวจ จึงได้เข้าใจว่า “ที่แท้พวกเขาเป็นหลานชายของเจิ้งเหยียนนี่เอง...”
ที่จริงเจิ้งเหวยกงเป็นลูกชายแท้ ๆ ของเจิ้งเหยียน เพียงแต่ตอนนั้นเจิ้งเหยียนประพฤติตัวไม่เหมาะสม กลัวว่าเรื่องจะถูกเปิดโปงในภายหลัง จึงแจ้งทะเบียนบ้านของลูกชายที่เพิ่งเกิดใหม่ไว้ในทะเบียนบ้านของพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของตัวเอง
แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว จะเป็นลูกแท้ ๆ หรือไม่ก็ไม่สำคัญอีกต่อไป
เจิ้งเหวยกงรู้ว่าตัวเองสู้ไม่ได้ หลังแผนลอบสังหารหานเหวินหลินล้มเหลว ก็พาน้องสาวหนีไป
หานเหวินหลินพูดอย่างหงุดหงิดว่า “พวกเราช้าไปก้าวหนึ่ง ปล่อยให้พวกเขาหนีไปได้”
ต้องรู้ว่าในยุคนี้ การจับกุมอาชญากรไม่ใช่เรื่องง่าย
อาชญากรบางคนหนีไปไกล หรือไม่ก็ลักลอบข้ามแดนไปประเทศอื่น ก็แทบจะลอยนวลพ้นผิดได้แล้ว
สถานีตำรวจแทบทำอะไรพวกเขาไม่ได้เลยจริง ๆ
ฉินหยวนเจิ้งกับหลี่เจี้ยนหลินอยู่ในห้องทำงานของหานเหวินหลินด้วย หลี่เจี้ยนหลินหยิบเอกสารขึ้นมาดู แล้วถามว่า “เจิ้งเหยียนคนนี้ถูกยิงเป้าเพราะอะไรหรือ”
ตอนนั้นหานเหวินหลินเป็นผู้รับผิดชอบการประหาร เขาความจำดี จนถึงตอนนี้ก็ยังจำเจิ้งเหยียนได้
เขาบอกว่า “เจิ้งเหยียนเป็นสายลับ เพราะเขา ฝ่ายเราถึงสูญเสียอย่างหนัก เขากับภรรยาถูกยิงเป้าพร้อมกัน ตอนนั้นเขายังไม่มีลูก แต่แพทย์นิติเวชบอกว่าภรรยาของเขาเคยคลอดลูก หน้าท้องมีรอยแตกลาย แต่โทษประหารก็ไม่เกี่ยวกับลูกของเขา เรามีคนคอยดูแลญาติของเขาอยู่แล้ว เลยไม่ได้ไปตามหาเด็กคนนั้นโดยเฉพาะ”
