เฉียวหลานซูหิ้วตะกร้าวิ่งมาจนใกล้ชุมชน ก็หอบจนแทบหมดแรงแล้ว
ไม่ได้วิ่งมานาน ร่างกายของเธอไม่ไหวจริง ๆ เหนื่อยเหลือเกิน
เธอหันกลับไปมอง โชคดีที่กวนเหวินจวิ้นไม่ได้ตามมา ทำเอาเธอตกใจแทบตาย
กวนเหวินจวิ้นคนนี้ไม่เหมือนกับชาติที่แล้วเลยสักนิด
ชาติที่แล้วกวนเหวินจวิ้นแค่ขาไม่ปกติ แต่ชาตินี้กลับสมองไม่ปกติไปเสียแล้ว
เฉียวหลานซูคิดว่าต่อไปถ้าเจอเขา คงต้องเดินอ้อมไปดีกว่า จะได้ไม่ต้องหาเรื่องใส่ตัว
เฉียวหลานซูกลับถึงบ้าน ตอนนี้ยังเช้าอยู่ เธอวางขนมเกลียวทอดลงบนโต๊ะ หยิบมาสองชิ้นลองชิม ดูสิ กรอบร่วน หอมเต็มปากเลย
เป็นของทอด แถมยังใส่น้ำตาลด้วย รสหวาน อร่อยจนไม่รู้จะบรรยายยังไง
อร่อยกว่าบิสกิตเสียอีก
เฉียวหลานซูกินไปสองชิ้น แล้วหยิบขึ้นมาอีกชิ้นกัดหนึ่งคำ ในใจเริ่มลังเลขึ้นมา รสสัมผัสของขนมเกลียวทอดชิ้นนี้ จริง ๆ แล้วคล้ายกับของที่ร้านหมวยหัวปลาทอดมาก
ยิ่งไปกว่านั้น เธอก็เห็นกล่องหลายใบกองอยู่ในบ้านของอีกฝ่ายจริง ๆ เป็นกล่องที่มีตราโรงงานผลิตอาหารของพวกเธอ
แต่เธอก็ไม่อาจรีบไปแจ้งความโดยไม่มีหลักฐานได้ ถ้าอีกฝ่ายแค่เอากล่องของโรงงานผลิตอาหารไปใช้ แต่ขนมเกลียวทอดทำขึ้นเองล่ะ?
ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ อย่างไรเสียกล่องก็เป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่ง ต้องนำกลับมาใช้ซ้ำให้คุ้มค่า
โรงงานผลิตอาหารส่งขนมเกลียวทอดไปยังร้านสหกรณ์การค้าใหญ่ ๆ ห้างสรรพสินค้า หน่วย และโรงอาหารต่าง ๆ กล่องพวกนั้นต้องนำกลับมาใช้ซ้ำ จะทิ้งไปไม่ได้
เฉียวหลานซูกินไปหลายชิ้น แล้วก็คิดอีกทางหนึ่งว่า หากเป็นขนมเกลียวทอดของโรงงานจริง ๆ แล้วใครกันที่ขนออกมาได้มากมายขนาดนี้
แถมยังไม่มีคนในโรงงานรู้เรื่องอีกหรือ?
เฉียวหลานซูคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตอนนั้นเองก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจากด้านนอก
เธอรีบเช็ดมือ เดินไปที่ประตูแล้วถามว่า “ใครคะ?”
เสียงของหวงเอ้อหลิงดังมาจากข้างนอก “น้อง ฉันเอง หวงเอ้อหลิง”
เฉียวหลานซูรีบเปิดประตู ตั้งแต่แต่งงานแล้ว เธอก็ไม่ได้เจอหวงเอ้อหลิงมานาน เธอยิ้มพลางพูดว่า “พี่หลิง ช่วงนี้ยุ่งมากหรือคะ? ฉันไม่เจอพี่ตั้งนานแล้ว”
หวงเอ้อหลิง “...”
หวงเอ้อหลิงคิดในใจ เธอไม่ได้ไปทำงาน แล้วจะยุ่งอะไรได้ล่ะ
