วันนี้ฉินหยวนเจิ้งหาเวลาว่างมาที่โรงแรมรับรอง พอมาถึงหน้าประตูก็พบหัวหน้าพลตระเวนหยางที่กำลังถือกล่องข้าวไปส่งให้เฉียวหลานซู
พอเห็นฉินหยวนเจิ้งเดินมา หัวหน้าพลตระเวนหยางก็รีบวิ่งเข้ามารายงานทันที “ผู้บัญชาการครับ ทำไมสองสามวันนี้ถึงไม่มาเลยล่ะครับ คุณเสี่ยวเฉียวถามถึงผู้บัญชาการอยู่บ่อย ๆ นะครับ”
ฉินหยวนเจิ้งถามเขาว่า “อาการป่วยของคุณเสี่ยวเฉียวเป็นยังไงบ้าง หายดีหรือยัง”
หัวหน้าพลตระเวนหยางพยักหน้า “ดีขึ้นมากแล้วครับ ก่อนหน้านี้ยังมีไข้ต่ำ ๆ อยู่เลย หมอบอกว่าเกิดจากตกใจแล้วก็โดนความหนาว ให้เธออยู่แต่ในห้องช่วงสองสามวันนี้ อย่าออกไปไหน แล้วก็ดื่มน้ำข้าวให้มาก ๆ ผมไปตักจากโรงอาหารของโรงพยาบาลให้เธอทุกวันเลยครับ”
พูดไปแล้ว หัวหน้าพลตระเวนหยางก็ยกกล่องข้าวในมือขึ้นให้ฉินหยวนเจิ้งดู
ฉินหยวนเจิ้งฟังแล้วพยักหน้า ก่อนถามต่อว่า “คุณเสี่ยวเฉียวจะไปซื้อตั๋วรถไฟใช่ไหม เธอบอกหรือเปล่าว่าจะไปเมื่อไร”
หัวหน้าพลตระเวนหยางรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง ในเมื่อผู้บัญชาการฉินเป็นห่วงเฉียวหลานซูขนาดนี้ ทำไมไม่ไปถามเธอเองล่ะ
เขาไม่รู้เลยว่าฉินหยวนเจิ้งสังเกตเห็นแล้วว่าท่าทีที่เขามีต่อเฉียวหลานซูนั้นแตกต่างไปจากคนอื่นอยู่เล็กน้อย ดังนั้นจึงรีบหยุดตัวเองไว้ก่อนจะถลำลึก และข่มความรู้สึกนั้นให้ดับไปตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มต้น
เขาเป็นโรคหมัน แถมอายุก็ใกล้สามสิบแล้ว
ส่วนสาวน้อยเพิ่งอายุสิบแปด ยังอยู่ในวัยสดใส ต่อไปเธอต้องมีลูกแน่นอน การหาแฟนที่อายุใกล้เคียงกันและมีฐานะเหมาะสมกันจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
พอคิดแบบนี้ ก็เหมือนกับที่พี่ชายลูกพี่ลูกน้องพูดไว้ หวางหุยผิงดูจะเหมาะกับเขามากกว่า
เมื่อคิดเช่นนั้น เขาก็รู้สึกหมดอาลัยตายอยากขึ้นมาบ้าง
เขาพูดว่า “สองวันนี้อาจจะหิมะตก รถไฟอาจออกไม่ตรงเวลา คุณช่วยเกลี้ยกล่อมเธอหน่อย อย่าเพิ่งรีบกลับ รอให้หิมะหยุดแล้วค่อยไปก็ยังไม่สาย”
