หลังจากฉินหยวนเจิ้งทำอาหารเสร็จ ก็ยกกับข้าวทุกจานออกมา เฉียวหลานซูชอบกะหล่ำปลีผัดน้ำส้มที่เขาผัดมากที่สุด
รสชาติเปรี้ยว ๆ กรอบ ๆ อร่อยอย่าบอกใครเชียว
โชคดีที่ฤดูหนาวทางเหนือยังมีกะหล่ำปลีให้กิน!
พวกเขากินข้าวกันที่โต๊ะเล็กในห้องรับแขก ส่วนเฉียวหลานซูนั่งรอฉินหยวนเจิ้งอยู่บนโซฟา
พอฉินหยวนเจิ้งเดินมา เขาก็ยืนกรานจะอุ้มเฉียวหลานซูมากินข้าวด้วยกัน
เขาอุ้มเฉียวหลานซูขึ้นมานั่งบนตักอย่างเอาแต่ใจ แล้วพูดกับเธอว่า “เด็กดี คืนนี้ฉันจะป้อนข้าวเธอเอง”
เฉียวหลานซู “……”
แผ่นหลังของเฉียวหลานซูแนบกับอกของเขา ส่วนสูงของทั้งคู่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ต่อให้เธอนั่งอยู่บนตักเขา ก็ไม่ได้สูงขึ้นมากนัก ทั้งคู่จึงยังสบตากันได้ในระดับเดียวกัน
เฉียวหลานซูพยายามลุกจากตักเขา ใบหน้าแดงระเรื่อพลางพูดว่า “ไม่ต้องหรอก ฉันกินเองได้”
ไม่รู้ฉินหยวนเจิ้งคิดอะไรอยู่ มือใหญ่หยาบกร้านคู่นั้นรีบกดภรรยาสาวที่พยายามหนีเอาไว้ทันที
เขาแรงเยอะ แค่กดเบา ๆ เฉียวหลานซูก็หนีไปไหนไม่ได้แล้ว
ฉินหยวนเจิ้งกอดเธอไว้แล้วพูดอย่างอ่อนโยนว่า “วันนี้เธออารมณ์ไม่ดีไม่ใช่เหรอ? ให้ฉันดูแลเธอสักหน่อย ไม่ดีหรือไง?”
เฉียวหลานซู “……”
หลังจากเห็นจดหมายของพ่อ เธอก็นึกถึงเรื่องในชาติที่แล้ว จึงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจอยู่บ้าง
แต่ตอนนี้เธอไม่เป็นอะไรแล้ว
เธอแค่รู้สึกว่า การถูกฉินหยวนเจิ้งอุ้มแล้วป้อนข้าวแบบนี้มันชวนให้รู้สึกแปลก ๆ ยังไงก็ไม่รู้
ฉินหยวนเจิ้งกอดเธอไว้ มือใหญ่หยาบกร้านข้างหนึ่งโอบเอวเธอ ก่อนจะคีบกะหล่ำปลีผัดน้ำส้มป้อนให้
