เฉียวหลานซูคิดว่าครั้งนี้คงต้องให้ความร่วมมือกับผู้สืบราชการอย่างน้อยก็จนถึงสองสามทุ่มกว่าจะได้กลับบ้านเสียอีก
ก่อนหน้านี้ก็ใช่ว่าจะไม่เคยมีคนถูกกล่าวหา เพราะอาชีพครูเป็นอาชีพที่ต้องรักษาความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะถูกใส่ร้ายหรือไม่ การสอบสวนก็ต้องใช้เวลานานและยุ่งยากมาก
แต่ครั้งนี้ พอฉินหยวนเจิ้งปรากฏตัว ผู้สืบราชการก็ไม่ทำให้เธอลำบากใจอีกต่อไป
ดูท่าว่าในฐานะภรรยาของผู้บัญชาการเขตทหารประจำเมือง เธอจะได้รับสิทธิพิเศษอยู่บ้าง
ทหารยามเป็นคนขับรถ ส่วนฉินหยวนเจิ้งกับเฉียวหลานซูนั่งอยู่เบาะหลัง
ฉินหยวนเจิ้งจับมือเฉียวหลานซูไว้ พลางลูบคลึงนิ้วของเธอทีละนิ้ว
แต่ฉินหยวนเจิ้งก็ยังไม่ยอมพูด เฉียวหลานซูจึงเอียงศีรษะมองเขา “เป็นอะไรไป พี่เจิ้ง โกรธอยู่หรือเปล่า”
ฉินหยวนเจิ้งนั่งอยู่ตรงนั้น หันหน้ามามองเธอ สีหน้ายังคงเคร่งขรึมปนเย็นชาเล็กน้อย
แต่ในแววตาที่มองเฉียวหลานซูกลับมีความอ่อนโยนอยู่ ต่อให้จงใจทำหน้าขรึม ก็ยังหลอกภรรยาสาวของเขาไม่ได้
เฉียวหลานซูอดหัวเราะไม่ได้ เธอพูดเสียงเบาว่า “พี่เจิ้ง หึงอยู่หรือเปล่า”
ฉินหยวนเจิ้งมองใบหน้าขาวอมชมพูของเฉียวหลานซู ภรรยาของเขา แม้จะมีลูกแล้วสองคน แต่งงานกับเขามาเกือบสิบปี ตอนนี้ก็ยังเป็นหญิงสาวที่ทั้งอ่อนเยาว์และสวยงาม
ผิวขาวของเธอไร้ตำหนิ ดวงตายังคงใสกระจ่างเหมือนเดิม ส่วนรูปร่างก็ไม่ได้ผอมบางเหมือนเด็กสาวอีกต่อไป กลับอวบอิ่มสมวัยหญิงที่แต่งงานแล้ว
เพียงแต่เอวของเธอยังคงคอดบาง เขายื่นมือไปโอบเอวเธอไว้ แล้วสอดเข้าไปในเสื้อด้วยความหึงหวง บีบเอวอ่อนนุ่มของเธอเบาๆ ทีหนึ่ง
เฉียวหลานซูส่งเสียงร้องเบาๆ ก่อนจะถูกเขาใช้มือข้างเดียวกดเข้ามาในอ้อมแขน
เขากอดรัดเฉียวหลานซูไว้ พลางมองเธอด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แล้วถามเสียงเข้มว่า “ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่ ครั้งก่อนก็คุณครูเจ้า คนหนุ่มคนนั้น คราวนี้ก็หานเหวินหลินอีก”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดอย่างไม่พอใจว่า “ทำไมต้องเป็นหานเหวินหลินด้วย เขาอายุไล่เลี่ยกับฉัน หน้าตาก็สู้ฉันไม่ได้ ดูผมเขาสิ ขาวไปครึ่งหัวแล้ว เธอชอบเขาลงได้ยังไง”
