ผลตรวจของฉินหยวนเจิ้งแสดงให้เห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติจริง ๆ
แต่ตอนนี้เขายังคงฝันร้ายเกี่ยวกับชาติที่แล้วอยู่ เรื่องนี้ทำให้เฉียวหลานซูไม่ค่อยเข้าใจนัก
เฉียวหลานซูวางใบรายงานที่อ่านทบทวนอย่างละเอียดมาหลายรอบลง แล้วนั่งครุ่นคิดอยู่ข้างเตียง
ฉินหยวนเจิ้งมองเธอแล้วถามเสียงต่ำว่า “คุณยังไม่ได้บอกผมเลยว่ารู้ได้ยังไงว่าผมฝันถึงอะไร หรือว่า...คุณก็ฝันร้ายแบบนี้เหมือนกัน?”
พูดถึงตรงนี้ ฉินหยวนเจิ้งก็เหงื่อเย็นผุดขึ้นมาทันที
เขาฝันร้ายติดต่อกันมานานกว่าหนึ่งเดือนก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าเฉียวหลานซูฝันร้ายแบบนี้เหมือนกัน งั้นก็...
ฉินหยวนเจิ้งรู้สึกตึงเครียดอยู่บ้าง ถึงขั้นขนลุกซู่ขึ้นมา
เรื่องนี้ชวนให้ขนหัวลุกจริง ๆ
เขาขยับเข้าไปใกล้ มองใบหน้าของเฉียวหลานซู แล้วถามเสียงเบาว่า “คุณเริ่มฝันร้ายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
เฉียวหลานซูเงียบไปครู่หนึ่ง เรียบเรียงคำพูดก่อนจึงเอ่ยว่า “ความฝันนี้ยาวมาก แถมยังสมจริงมากด้วย ในความฝันมีชีวิตอีกแบบหนึ่งของเราสองคน เรื่องมันยาว คุณอยากฟังไหม?”
ฉินหยวนเจิ้งพยักหน้า โอบเธอนอนลงบนเตียง ตอนนี้ทั้งคู่ไม่มีอารมณ์จะนอนแล้ว เฉียวหลานซูจึงค่อย ๆ เรียบเรียงเรื่องราวเกี่ยวกับชาติที่แล้ว แล้วเล่าให้ฉินหยวนเจิ้งฟัง
เฉียวหลานซูพูดเสียงเบาว่า “ถ้านี่เป็นแค่ความฝันจริง ๆ ฉันก็ฝันถึงมันก่อนคุณนานมาก ฉันฝันตั้งแต่อายุสิบแปดปี ตอนอยู่บนรถไฟจากหยางเฉิงไปหลงเฉิง...”
ถ้ามันเป็นแค่ความฝันได้ก็คงดี
เฉียวหลานซูคิดในใจ
เป็นเพียงความฝันที่สมจริงผิดปกติเท่านั้น ทุกอย่างในชาติที่แล้วไม่เคยเกิดขึ้น พอคิดเช่นนี้ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่ายินดีเหลือเกิน
