ฉินหยวนเจิ้งประคองกึ่งโอบเฉียวหลานซูไว้ ท่าทางเบามือราวกับกำลังประคองเครื่องลายครามที่แตะนิดเดียวก็แตก เขาค่อย ๆ พาเธอเข้าไปนั่งที่เบาะผู้โดยสารด้านหน้าอย่างระมัดระวัง
ประตูรถยังปิดไม่สนิท เขาก็ก้มลงตรวจดูเสียก่อนว่าเธอนั่งมั่นคงดีไหม เข็มขัดนิรภัยรัดแน่นเกินไปหรือเปล่า ปลายนิ้วสั่นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
ระหว่างทางออกจากโรงพยาบาล เขาไม่ได้พูดอะไรสักคำ
ไม่ใช่ว่าไม่อยากพูด แต่ในหัวสับสนยุ่งเหยิงไปหมด ทั้งยังอื้ออึงจนตัวเขายังคงจมอยู่ในความมึนงงอย่างหนัก แม้แต่ลมหายใจก็ยังให้ความรู้สึกไม่จริง
คำกำชับของหมอเมื่อครู่ยังดังก้องวนเวียนอยู่ข้างหู ทำให้เขาใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ฉินหยวนเจิ้งปิดประตูฝั่งผู้โดยสารเบา ๆ แล้วเดินอ้อมไปนั่งที่เบาะคนขับ
รถจอดอยู่หน้าทางเข้าโรงพยาบาล เครื่องยนต์ยังไม่ติด เขาก็นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น ปลายนิ้ววางอยู่บนพวงมาลัย ไม่ขยับเขยื้อนอยู่นาน
ภายในรถเงียบสงัด แม้แต่เสียงลมที่พัดอยู่นอกหน้าต่างยังฟังชัดเป็นพิเศษ
เฉียวหลานซูหันไปมองเขา ใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มเกร็งตึง ท่าทีสุขุมเด็ดขาดอย่างที่เห็นเป็นประจำ ในตอนนี้กลับเผยความไม่รู้จะทำอย่างไรดีออกมาอยู่หลายส่วน
เธออดเอ่ยถามเสียงแผ่วด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลไม่ได้ “พี่เจิ้ง เป็นอะไรไปคะ”
ลูกกระเดือกของฉินหยวนเจิ้งขยับขึ้นลง เขายังพูดอะไรไม่ออกอยู่ชั่วขณะ
เขายกมือขึ้นลูบหน้าแรง ๆ ราวกับต้องการปัดเป่าความมึนงงนั้นออกไป จากนั้นค่อย ๆ เอื้อมมือมาบีบปลายนิ้วที่เย็นนิด ๆ ของเฉียวหลานซูเบา ๆ
ฝ่ามือของเขาร้อนจนแทบลวก เสียงกดต่ำมาก แฝงความสั่นไหวที่พยายามปกปิดไว้ “เมีย เธอตั้งครรภ์แล้ว”
คราวนี้ไม่ใช่คำถามที่ยังไม่แน่ใจอีกต่อไป แต่เป็นคำยืนยันทีละคำที่เขาบังคับตัวเองให้สงบลงแล้วพูดออกมา
