เซียวจี้ขยันขันแข็งมาก เขาค้นไปทั่วทั้งเว็บไซต์จนได้เรียนรู้ไปถึงดึกดื่นค่อนคืน
เขานอนไม่คุ้นกับเตียงใหญ่ที่ปูฟูกนุ่ม ๆ ทั้งยังไม่ยอมลงไปนอนบนพื้น สุดท้ายจึงทำได้เพียงเลือกโต๊ะกลางกระจกนิรภัยแข็งโป๊ก แล้วนอนหงายอยู่บนนั้น ท่ามกลางเสียงหนังที่ดังอืม ๆ อา ๆ เขาหลับได้อย่างสงบเป็นพิเศษ
ฟ้าเพิ่งเริ่มสาง เขาก็ได้รับสายจากพี่เฉาจากบริษัทต้นสังกัด
“มีข่าวดีหนึ่งเรื่อง ข่าวร้ายหนึ่งเรื่อง”
เซียวจี้ลืมตา ลุกขึ้นนั่ง “ผมอยากฟัง...”
“ไม่มีสิทธิ์เลือกตามใจอยาก” พี่เฉาตัดบท
“ข่าวดี เมื่อชั่วโมงก่อนมีบริษัทผลิตภัณฑ์คุมกำเนิดติดต่อฉันมา อยากให้นายไปเป็นพรีเซนเตอร์ให้บริษัท ถึงจะไม่ค่อยน่าภูมิใจนัก แต่ค่าตอบแทนดีมาก สูงกว่าค่าจ้างพรีเซนเตอร์แบรนด์เสื้อผ้าระดับรองอีก”
“ข่าวร้าย คุณเฉิงกลับจากไปทำงานต่างเมืองแล้ว ตอนประชุมเช้า สีหน้าเขาดูแย่มาก ตลอดการประชุมไม่พูดสักคำ พอประชุมเสร็จก็โทรเข้ามาที่ห้องทำงานฉันทันที ระบุชื่อเลยว่าต้องการพบนาย น้ำเสียงก็แย่มาก”
“เซียวจี้ นายไปทำอะไรให้คุณเฉิงไม่พอใจมา?”
เซียวจี้ไม่ตอบคำถาม กลับพูดออกมาโดยไม่ต้องคิดว่า “ผมไม่ไป”
เขาไม่คิดว่าข่าวดีที่พี่เฉาบอกจะเป็นข่าวดี และก็ไม่คิดว่าข่าวร้ายจะเป็นข่าวร้ายเช่นกัน
แต่เซียวจี้ยังพูดประโยคหลังไม่ทันจบ พี่เฉาก็ระเบิดอารมณ์ขึ้นมาเสียก่อน
“นายคงเข้าใจสถานการณ์ตัวเองผิดไปแล้ว เซียวจี้ ตอนนี้นโยบายเข้มงวดมาก ฉันเพิ่งช่วยนายชี้แจงเรื่องต่าง ๆ ไป เส้นทางเก่าก็ไปต่อไม่ได้แล้ว ส่วนเส้นทางใหม่ทั้งแฟนคลับและผู้ชมก็ไม่เอาด้วย งานที่พอจะออกหน้าออกตาได้ นายรับไม่ได้สักงาน”
“ตอนนี้นายมีสิทธิ์อะไรมาเลือกมากนัก? อย่าหาว่าฉันพูดจาไม่น่าฟัง ถ้านายยังทำตัวสูงส่งต่อไป แม้แต่โฆษณาถุงยางอนามัยก็ยังไม่ถึงคิวนายหรอก!”
เซียวจี้ลุกขึ้น เดินเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าแปรงฟันพลางตอบพี่เฉาอย่างใจเย็น
“งั้นผมก็ไปตั้งแผงขายแป้งทอดไส้ไข่หน้าบริษัทแล้วกัน”
พี่เฉาตกใจ “อย่าบอกนะว่านายเอาจริง?”
เซียวจี้ไม่รับมุกนั้น เพียงพูดว่า “ผมได้ยินว่าช่วงนี้ผู้กำกับเฉินเหมยกำลังเตรียมรายการวาไรตี้รายการหนึ่ง ผมก็อยากไปเหมือนกัน”
ตามเส้นเรื่องเดิม เฉิงนั่วเป็นนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลที่ปรากฏตัวต่อสาธารณชนอยู่บ่อยครั้ง จึงมีความสนิทสนมส่วนตัวกับเฉินเหมยอยู่บ้าง พอเห็นว่าเฉิงนั่วก็อายุไม่น้อยแล้ว เฉินเหมยจึงฉวยโอกาสระหว่างเตรียมถ่ายรายการจับคู่เดต ส่งคำเชิญไปให้เขาด้วย แต่เฉิงนั่วไม่ได้ไป เหตุผลหนึ่งคือช่วงนี้ความสนใจของเขาทั้งหมดอยู่ที่เซียวจี้ อีกเหตุผลคือกลัวว่าถ้าเกิดไปถูกใจใครขึ้นมาจริง ๆ แล้วออกรายการด้วยกัน คงสลัดอีกฝ่ายทิ้งได้ยาก
แต่ถ้าเซียวจี้ไป เฉิงนั่วต้องไปแน่นอน
เซียวจี้ต้องการโอกาสเข้าใกล้เฉิงนั่ว โดยรับประกันได้ว่าจะไม่ต้องไปข้องเกี่ยวกับเฉิงนั่วเป็นการส่วนตัว
พี่เฉาคิดว่าเซียวจี้เสียสติไปแล้ว เธอสูดหายใจลึก “รายการนั้นเป็นรายการจับคู่เดตนะ! ด้วยสถานการณ์ของนายตอนนี้ แม้แต่รายการจับคู่คนธรรมดายังไม่เอา นายมาบอกฉันว่าจะไปออกรายการจับคู่เดตเนี่ยนะ?! เซียวจี้! ขอร้องล่ะ ช่วยเข้าใจสถานการณ์หน่อย! ฉันเป็นผู้จัดการส่วนตัวของนาย ไม่ใช่เต่าในบ่อขอพรสักหน่อย!!!”
พี่เฉาไม่ใช่เต่าในบ่อขอพร แต่บางคนเป็นได้
เซียวจี้ไม่สนใจความรู้สึกของคนที่ไม่เกี่ยวข้อง เสียงพี่เฉาดังจนหูเขาเจ็บ จึงวางสายแล้วขึ้นบัญชีดำเธอ
เขายืนล้างหน้า แปรงฟัน และโกนหนวดหน้าอ่างกระจกอย่างไม่รีบร้อน
หลังจัดการตัวเองจนเรียบร้อย เขาใช้วัตถุดิบที่เหลืออยู่ไม่มากในตู้เย็นทำแซนด์วิชให้ตัวเองหนึ่งชิ้น พอกินเสร็จก็ขับรถไปบริษัทของฟางอิ่นเหนียน จากนั้นโทรหาอีกฝ่ายจากด้านล่างตึก ให้ฟางอิ่นเหนียนส่งคนลงมารับ
เวลานี้ฟางอิ่นเหนียนยืนอยู่ริมหน้าต่าง หันหลังให้ประตูห้องทำงานที่เปิดค้างไว้
เสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีดำเหน็บอยู่ในกางเกงสแล็กทรงเนี้ยบ ขับเน้นเอวสอบเพรียวและส่วนสะโพกที่กลมแน่นได้อย่างชัดเจน ในมือคีบบุหรี่ที่เผาไหม้ไปครึ่งมวน ไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่
เซียวจี้มองแผ่นหลังของฟางอิ่นเหนียนจากนอกประตูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้าวเข้าไปแล้วล็อกประตูจากด้านใน จากนั้นเดินไปด้านหลังอีกฝ่ายและยื่นมือโอบเอวไว้
ฟางอิ่นเหนียนไม่ได้หลบ เขาก้มมองมือเรียวยาวของเซียวจี้ที่วางอยู่บนเอวตน “ใครอนุญาตให้นายเข้ามา?”
เซียวจี้จูบต้นคอเขา “งั้นผมออกไปไหม?”
ฟางอิ่นเหนียนหันกลับมา มือข้างหนึ่งวางลงบนลำคอเซียวจี้ “อยากตายแล้วหรือไง”
เซียวจี้ไม่สนใจคำขู่ที่คล้ายจะมีคล้ายจะไม่มีของเขา
“คิดถึงผมหรือเปล่า?”
ก่อนหน้านี้ฟางอิ่นเหนียนเคยเห็นเซียวจี้จากระยะไกลหลายครั้ง
ตอนนั้นเขาแค่รู้สึกว่าเซียวจี้มีรูปลักษณ์ดี ตรงตามรสนิยมของเขาอย่างพอดิบพอดี ไม่ขาดไม่เกิน และยังเคยดูผลงานของเซียวจี้อยู่สองสามชิ้น
แน่นอนว่าเรื่องพวกนั้นทำให้เขารู้จักเซียวจี้เพียงผิวเผิน แต่ความเข้าใจอันผิวเผินนั้นกลับบังเอิญหลีกเลี่ยงทุกจุดที่ฟางอิ่นเหนียนชอบไปเสียหมด
ดังนั้นเขาจึงไม่เคยคิดจะสานสัมพันธ์กับเซียวจี้ให้ลึกซึ้งไปกว่านี้
เรื่องเมื่อคืนเป็นอุบัติเหตุ เขาดื่มจนเมา เซียวจี้ก็เป็นฝ่ายเสนอตัวมาหาเอง ในเมื่อเนื้อมาถึงปากแล้ว ไม่ว่าใครจะส่งมา หรือมีจุดประสงค์อะไร ลองชิมสักสองคำก็คงไม่ถึงตาย ฟางอิ่นเหนียนจึงปล่อยตามใจตัวเอง และตามใจเซียวจี้ไปด้วย
แต่เซียวจี้กลับไม่รู้จักเจียมตัว ทำเสร็จแล้วก็ไม่รู้จักเก็บกวาดสนามรบ พอไล่ก็ไปทันที ไม่มีลังเลแม้แต่วินาทีเดียว ท่าทีแบบนั้นทำให้ฟางอิ่นเหนียนเดือดดาลอย่างยิ่ง จนความอยากเอาชนะถูกกระตุ้นขึ้นมาในพริบตา
เวลานี้พอได้ยินเซียวจี้ถามอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่า “คิดถึงผมหรือเปล่า” ฟางอิ่นเหนียนก็แทบอยากบีบคอเซียวจี้ให้ตายไปเสียตรงนี้
เขาแค่นหัวเราะ “คิดอยากฆ่านายน่ะสิ”
เขากดข้อมือเซียวจี้ไว้ แล้วผลักอีกฝ่ายออกไปโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
“พูดเรื่องจริงกันดีกว่า นายเข้าหาฉันเพราะอะไร”
ต่างจากอารมณ์ปล่อยตัวตามใจตอนเมา ฟางอิ่นเหนียนในยามมีสติกลับเย็นชาแข็งกระด้างจนยากจะเข้าใกล้
เซียวจี้ไม่ได้โง่ เขาเป็นแค่นักแสดงหนุ่มที่เคยมีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนกับฟางอิ่นเหนียน ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยข้องเกี่ยวกับฟางอิ่นเหนียนมาก่อน หากจะบอกว่าไม่มีจุดประสงค์อะไรเลย ฟางอิ่นเหนียนไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
เซียวจี้จึงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจพูดความจริง “คุณเฉิงอยากใช้อำนาจบีบบังคับให้ผมยอมมีความสัมพันธ์ด้วย ผมไม่อยากถูกเขาบังคับ แล้วก็ไม่อยากถูกแช่แข็งในวงการ คุณช่วยผมได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟางอิ่นเหนียนก็ชะงักไปเล็กน้อย
เขาเดาได้ว่าเหตุผลที่เซียวจี้เข้าหาตนต้องไม่ใช่ความจริงใจอะไรทำนองนั้น แต่ไม่คิดเลยว่าเซียวจี้จะมาพัวพันกับเขาเพราะเรื่องนี้
พูดกันตรง ๆ วงสังคมของเฉิงนั่วก็วุ่นวายเละเทะ วันนี้ถูกใจใครก็พาไปเล่นด้วยสักสองวัน พรุ่งนี้อาจเปลี่ยนคนใหม่ ฟางอิ่นเหนียนไม่ได้ใส่ใจนัก ไว้ค่อยบอกเฉิงนั่วทีหลังว่าเขาจะรับเซียวจี้ไว้ เท่านี้ก็จบ
เขาแค่นหัวเราะ “นายไม่ยอมพูดแม้แต่คำโกหกที่ฟังรื่นหูสักคำเลยหรือไง?”
พูดจบก็เหมือนยังหงุดหงิดไม่หาย จึงเสริมอีกประโยค “แล้วทำไมฉันต้องช่วยนายด้วย?”
เซียวจี้ยังคงสีหน้าเรียบเฉย
“งั้นผมก็รักคุณ”
“เหลวไหล!” ฟางอิ่นเหนียนโมโห “เห็นฉันเป็นคนโง่หรือไง?”
คำโกหกที่ฟังไม่น่ารื่นหูก็ไม่อยากฟัง คำโกหกที่ฟังรื่นหูก็ยังไม่อยากฟังอีก
เซียวจี้คิดว่าฟางอิ่นเหนียนเอาใจยากเหลือเกิน เขาจึงลองคิดดู ก่อนจะประนีประนอมด้วยการพูดความจริงออกมาเพียงส่วนหนึ่ง
“ถ้าแค่ต้องการหลบคุณเฉิง คุณไม่ใช่ทางเลือกเดียวของผม ที่ผมเข้าหาคุณก็เพราะผมเคยเห็นคุณจากระยะไกลมานานแล้ว ใจผมฝืนความรู้สึกตัวเองไม่ได้ ผมอยากอยู่เคียงข้างคุณสักช่วงหนึ่ง จะทะนุถนอม เอาใจ หรือ ตามใจคุณก็ได้ ฟางอิ่นเหนียน ขอแค่คุณเต็มใจ”
ผมอยากอยู่เคียงข้างคุณสักช่วงหนึ่ง
ฟางอิ่นเหนียนไม่ได้รู้สึกอะไรกับประโยคอื่นในคำพูดชุดนั้นเลย เขาพิงโต๊ะทำงานของตัวเอง มีเพียงประโยคนี้ที่เขานำมาขบคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่หลายรอบ ก่อนจะขยับลูกกระเดือกแล้วเอ่ยว่า
“คิดดีแล้วหรือยัง เซียวจี้ ฉันเป็นคนเอาใจยากมากนะ”
