ความเคลื่อนไหวหลังประตูจันทร์เสี้ยวเงียบลงในเวลาไม่นาน
เสียงฝีเท้าดังมาจากทิศทางโถงชั้นใน หลิ่วปั้นซานเก็บพัดพับ ยืดกายตรง
เสียงอื้ออึงในโถงใหญ่พลันเบาลงไปสามส่วน
ซ่งชิงหย่วนก้าวออกมาจากประตูด้านข้าง
เขาไม่ได้สวมชุดขุนนาง หากอยู่ในชุดลำลองคอกลมสีครามหิน มีสายคาดเอวหยกลายหม่นผูกอยู่ที่เอว
หนวดเคราของบัณฑิตตัดแต่งเรียบร้อย ใบหน้าประดับรอยยิ้มบาง ๆ มือยังคงคลึงลูกวอลนัตคู่เดิมที่ผ่านการขัดจนขึ้นเงา
ดูคล้ายบัณฑิตวัยกลางคนที่มาร่วมงานตามนัดของสหาย ไม่มีท่าทีวางอำนาจแม้แต่น้อย
ทว่าถงเซิงหน้าใหม่ทั้งโถงกลับลุกขึ้นยืนพร้อมกัน
“ใต้เท้านายอำเภอ”
“ทุกท่านเชิญนั่ง เชิญนั่ง”
ซ่งชิงหย่วนยกมือกดลงเบา ๆ พลางยิ้มอย่างอ่อนโยน
“วันนี้มิใช่การว่าความในศาล ข้าเป็นเจ้าภาพเชิญทุกท่านมาดื่มกิน นั่งลงเถิด จะเกร็งกันไปไย”
ทุกคนจึงนั่งลง ทว่าแผ่นหลังกลับเหยียดตรงกว่าเมื่อครู่ไม่น้อย
ซ่งชิงหย่วนเดินไปยังที่นั่งประธาน สายตาหยุดอยู่บนใบหน้าแต่ละคนชั่วขณะ
“การสอบอำเภอครั้งนี้ อำเภอชิงเหอคัดเลือกถงเซิงได้ 25 คน”
“ในจำนวนนี้ สำนักศึกษาลู่หมิงครองไปถึง 8 ที่นั่ง กวาดทั้งตำแหน่งอั้นโส่วและสามอันดับแรก อาจารย์ใหญ่โจวสั่งสอนได้ดี ข้ารู้สึกยินดียิ่งนัก”
วันนี้โจวปิ่งเหวินมิได้มาร่วมงาน ทว่าบนใบหน้าของเหล่าศิษย์สำนักศึกษาลู่หมิงยังคงเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ
“ที่หาได้ยากยิ่งกว่านั้นคือ...”
ซ่งชิงหย่วนเปลี่ยนเรื่อง น้ำเสียงมีความจริงใจเพิ่มขึ้นหลายส่วน
“เรียงความเชิงนโยบายในการสอบครั้งนี้ มีบทความอยู่หลายชิ้นกล่าวถึงการเกษตรและชลประทาน ความลึกซึ้งของความเห็นทำให้ข้าอ่านแล้วสะเทือนใจไม่น้อย”
เขามิได้ระบุชื่อผู้เขียน ทุกคนในงานจึงอดสงสัยมิได้
เซวียหมิงหยางซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ พยายามขยิบตาให้กู้ฉืออย่างแรง
กู้ฉือไม่สนใจเขา
ซ่งชิงหย่วนกล่าวจบจึงนั่งลง
หลิ่วปั้นซานเอ่ยแนะนำขึ้นได้จังหวะพอดี
“ทุกท่าน วันนี้ใต้เท้านายอำเภอยังเชิญแขกผู้มีเกียรติมาอีกสองท่าน”
เขางอนิ้วผายไปทางประตูจันทร์เสี้ยว
