ข่งเจี้ยวยวี่ถูกกู้ฉือท่องกฎหมายต่อหน้าผู้คนจนหมดเปลือก สีหน้าจึงพลันดูไม่จืด
“เด็กน้อย เจ้านี่ช่างพูดจาฉะฉานนัก”
“ท่องกฎหมายต้าฟ่งได้ไม่ผิดแม้แต่คำเดียว คงทุ่มเทฝึกฝนอยู่ที่บ้านไม่น้อย”
“แต่การสอบขุนนาง มิใช่ให้เจ้ามาท่องตำราอย่างไร้ความเข้าใจ”
ข่งเจี้ยวยวี่ยกมือชี้ไปยังเหล่าถงเซิงชราที่กำลังต่อแถวตากลมหนาวอยู่นอกลาน
“ลองดูพวกเขาสิ”
“คนใดมิได้ร่ำเรียนอย่างยากลำบากมาสิบปีหรือหลายสิบปี”
“ข้าประจำห้องพิธีการมาถึงยี่สิบปีแล้ว อัจฉริยะเช่นใดบ้างที่ไม่เคยพบเห็น”
“เด็กเก้าขวบแต่งกลอนได้ เด็กสิบขวบเขียนร้อยแก้วเป็น ครั้นเข้าไปในห้องสอบของการสอบอำเภอ ก็ยังตกใจจนฉี่รดกางเกงได้”
ข่งเจี้ยวยวี่วางถ้วยชาลง น้ำเสียงสูงขึ้นเล็กน้อย
“ในห้องสอบมีเพียงแผ่นไม้แผ่นเดียว กินดื่มขับถ่ายล้วนต้องทำอยู่ข้างใน”
“หากบังเอิญเจออากาศหนาวเย็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ แม้แต่ถ่านสักก้อนก็ไม่มี”
“เจ้าเป็นเพียงเด็กสิบขวบ หากกลางคืนถูกลมหนาวจนล้มป่วย หรือถูกมือปราบที่เดินตรวจสนามสอบทำให้ตกใจร้องไห้ จนรบกวนผู้อื่นทำข้อสอบ”
“เจ้าจะแบกรับความผิดนี้ไหวหรือ”
กู้ฉือมีสีหน้าสงบนิ่ง
“คำกล่าวของท่านอาจารย์ถูกต้องยิ่ง สนามสอบก็เปรียบดังสนามรบ ย่อมประมาทมิได้”
“แต่กฎหมายก็คือกฎหมาย”
“ในเมื่อกฎหมายมิได้ห้าม ท่านอาจารย์ยังยืนกรานขัดขวาง ก็ถือว่าล่วงเกินกฎเกณฑ์แล้ว”
เหล่าถงเซิงชราโดยรอบได้ยินเช่นนั้นก็พากันส่งเสียงอื้ออึง
“เด็กน้อยคนนี้ช่างปากกล้านัก”
“กล้าเถียงอาจารย์เฒ่าข่ง ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ”
“นั่นสิ อาจารย์เฒ่าข่งทำไปก็เพื่อประโยชน์ของเขา ห้องสอบเช่นนั้นใช่ที่ที่เด็กจะอยู่ได้หรือ”
“ข้าว่าเขาแค่อยากอวดเด่น เห็นการสอบขุนนางเป็นเรื่องเล่น”
เซวียหมิงหยางทนฟังต่อไปไม่ไหว
เขาก้าวไปข้างหน้า ชี้ไปยังถงเซิงชราที่พูดเสียงดังที่สุด
“ตาเฒ่า เหตุใดจึงใส่ร้ายผู้อื่นทั้งที่ไม่มีมูล”
“น้องฉือสอบประจำเดือนของสำนักศึกษาก็ได้อันดับต้น ๆ ทุกครั้ง เหตุใดจึงว่าเขาเห็นการสอบขุนนางเป็นเรื่องเล่น”
“ข้าว่าพวกท่านกลัวน้องฉือลงสนามสอบแล้วแย่งโควตาของพวกท่านไปเสียมากกว่า”
ถงเซิงชราผู้นั้นถูกแทงใจดำ ใบหน้าแก่ชราจึงแดงก่ำ
