บ่ายวันถัดมา ณ โถงใหญ่สำนักศึกษาลู่หมิง
โจวปิ่งเหวินกำลังตรวจแก้เรียงความเชิงนโยบายของเหล่าศิษย์อยู่ที่โต๊ะ ผู้ช่วยอาจารย์หลี่เคาะประตูเบา ๆ สองครั้งจากด้านนอก
“อาจารย์ ด้านนอกมีคุณชายท่านหนึ่งส่งเทียบมา บอกว่าเป็นคนตระกูลเผยจากตัวเมือง”
โจวปิ่งเหวินวางพู่กันชาดลง แล้วรับเทียบชื่อมา
บนกระดาษสีทองประดับลวดลาย ตัวอักษรเขียนอย่างงดงามเป็นระเบียบ ดูก็รู้ว่าเจ้าของฝึกฝนมาอย่างหนัก
ลงชื่อว่า เผยเยี่ยนจือ
โจวปิ่งเหวินเลิกคิ้วเล็กน้อย
“เชิญเข้ามา”
ไม่นาน เผยเยี่ยนจือก็เดินเข้ามาจากด้านนอกโถงใหญ่
วันนี้เขาไม่ได้สวมชุดคลุมผ้าไหมสีขาวจันทร์ตัวเดิมในงานเลี้ยงปักบุปผา หากเปลี่ยนเป็นชุดตรงสีเทาอมเขียวเรียบง่าย มวยผมที่เคยสวมกวานหยกก็เปลี่ยนเป็นปิ่นไผ่
มองดูแล้วคล้ายบัณฑิตผู้ตั้งใจมาศึกษาหาความรู้อย่างแท้จริง
ในมือเขาถือกล่องผ้าไหม ก้าวเดินไม่เร่งร้อน พอมาถึงห่างจากโต๊ะบรรยายสามก้าวก็หยุดยืน ก่อนคำนับตามธรรมเนียมของผู้น้อยอย่างเรียบร้อย
“ผู้น้อยเผยเยี่ยนจือ คารวะอาจารย์ใหญ่โจว”
โจวปิ่งเหวินพินิจเขาแวบหนึ่ง ก่อนผายมือเชื้อเชิญ
“นั่งเถิด”
เผยเยี่ยนจือนั่งลง วางกล่องผ้าไหมไว้ตรงมุมโต๊ะ
“นี่คือกระดาษเฉิงซินถังหนึ่งม้วนกับแท่นฝนหมึกจากตัวเมือง ผู้น้อยนำมามอบให้ด้วยใจเล็กน้อย ขออาจารย์ใหญ่โปรดรับไว้”
โจวปิ่งเหวินเหลือบมองกล่อง สีหน้าเป็นปกติ
“คุณชายเผยเป็นบุตรของท่านเสนาบดีเผย ทั้งยังเป็นอั้นโส่วในการสอบเมือง วันนี้มาเยือน เกรงว่าคงมิได้มีจุดประสงค์เพียงมอบของกระมัง”
เผยเยี่ยนจือยิ้มอย่างเปิดเผย
“อาจารย์ใหญ่สายตาเฉียบคม ผู้น้อยมีเรื่องหนึ่งอยากขอร้องจริง”
“ว่ามา”
“ใกล้ถึงการสอบสำนักแล้ว ผู้น้อยอยากขออาศัยอยู่ที่สำนักศึกษาลู่หมิงสักครึ่งเดือน”
“แม้ในตัวเมืองจะมีบ้านอยู่ แต่ญาติมิตรไปมาหาสู่บ่อยครั้ง ยากจะสงบใจ ได้ยินว่าหลังเขาของสำนักศึกษาลู่หมิงเงียบสงบ เหมาะแก่การปิดประตูทบทวนตำรา”
โจวปิ่งเหวินยกถ้วยชาขึ้น เป่าฟองชาบนผิวหน้าเบา ๆ
“ในอำเภอชิงเหอมีท่านใต้เท้าซ่งคอยดูแลเจ้า หากอยากหาที่สงบ ก็หาเรือนสักหลังอยู่เอา เหตุใดต้องมาที่วัดเล็ก ๆ ของข้า”
เผยเยี่ยนจือไม่อ้อมค้อม
