บ่ายวันที่สามหลังสำนักศึกษาปิดเรียน เซวียหมิงหยางก็ลอบเข้ามาในเรือนฝั่งตะวันตกอีกครั้ง
ยามเข้าประตู เขาถือขนมพุทรากวนที่ป้าจ้าวเพิ่งนึ่งจากครัวมาด้วยหนึ่งกล่อง ห่อด้วยกระดาษน้ำมันอย่างเรียบร้อย แล้ววางไว้ตรงมุมโต๊ะ
กู้ฉือไม่แม้แต่จะเงยหน้า
“จดหมายรักฉบับที่สาม”
เซวียหมิงหยางถูมือพลางหัวเราะแหะ ๆ
“น้องฉือ เจ้าเตรียมไว้ให้ข้าตามกำหนดวันเลยหรือ?”
“ห้าวันหนึ่งฉบับ กติกาที่ตกลงกันไว้คราก่อน”
กู้ฉือปิดหนังสือในมือ แล้วหยิบจดหมายที่พับไว้แผ่นหนึ่งออกมาจากช่องลับใต้โต๊ะหนังสือ
กระดาษจดหมายทำจากกระดาษโรยทองชั้นดีที่สุดในคลังตระกูลเซวีย
คราก่อนใช้กระดาษน้ำมันเพราะมีข้อจำกัด
บัดนี้มีทั้งพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกพร้อมเพรียง ภาพลักษณ์ย่อมต้องสมฐานะตามไปด้วย
เซวียหมิงหยางรับไปด้วยสองมือ แล้วค่อย ๆ คลี่ออกอย่างระมัดระวัง
เขากวาดตามองลายมือก่อน
ลายมือของกู้ฉือพัฒนาขึ้นจากเมื่อครึ่งเดือนก่อนอีกไม่น้อย อักษรบรรจงและพลิ้วไหวอย่างผ่อนคลาย มองแล้วชวนสบายตา
จากนั้นจึงอ่านเนื้อหา
ตอนต้นเป็นจดหมายสั้น ๆ ถ้อยคำสำรวมกว่าสองฉบับก่อน
ไม่ได้เอ่ยถึงความคิดถึงอย่างตรงไปตรงมาอีก แต่หยิบยกช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงที่ใกล้เข้ามา เขียนเรื่องสัพเพเหระทำนองว่า “ปลายฤดูร้อนเสียงจักจั่นค่อย ๆ แผ่วหาย ไม่ทราบว่าต้นท้อหน้าต่างของแม่นางออกผลแล้วหรือยัง”
อ่านไปอ่านมา คิ้วของเซวียหมิงหยางก็ขมวดเข้าหากัน
“น้องฉือ จดหมายฉบับนี้ไยเหมือนคุยเรื่องสัพเพเหระ ไม่หวานซึ้งสักนิด”
กู้ฉือเหลือบมองเขา
“ฉบับแรกเร่าร้อน ฉบับที่สองแฝงนัย หากฉบับที่สามยังเต็มไปด้วยคำคิดถึง แม่นางเสิ่นย่อมเห็นว่าเจ้าเป็นคนเบาปัญญาที่เอาแต่พูดจาไพเราะ”
เซวียหมิงหยางอ้าปากค้าง
“แล้วเขียนเรื่องสัพเพเหระ นางจะไม่เบื่อหรือ?”
“นางจะรู้สึกว่าเจ้ามองนางเป็นสหาย มิใช่เพียงสตรีที่เจ้ากำลังตามเกี้ยว”
กู้ฉือใช้ด้ามพู่กันแตะตรงท้ายจดหมาย
