เปียนจิ่วเยว่ไม่มีเวลามาสนใจเขา เสียงฝีเท้าด้านหลังใกล้เข้ามาทุกที
“วิ่งไปทางซ้าย ตรงนั้นมีลำธารช่วยกลบกลิ่นได้”
แม้มั่วหลิงหานจะถูกอุ้มอยู่ แต่สติยังครบถ้วน เขาประเมินเส้นทางหนีที่ดีที่สุดได้อย่างรวดเร็ว
“อย่ามาสั่งโน่นสั่งนี่ คิดว่าฉันออกมาเดินเล่นหรือไง นี่เรียกว่าลนจนไม่รู้จะไปทางไหน เข้าใจไหม”
เปียนจิ่วเยว่เถียงกลับไปพลางวิ่งไปด้วย เธอเอาแต่หันไปมองระยะห่างของพวกที่ตามมา จนไม่ทันสังเกตว่ามีแผ่นหินที่เรียบผิดปกติซ่อนอยู่ใต้กองใบไม้แห้งตรงหน้า
ตอนนี้ในสายตาเธอมีแต่ต้องรีบสลัดสามตัวซวยที่ตามหลังให้หลุดไป
“ดูทางหน่อย ขวามีหิน”
มั่วหลิงหานเห็นท่าทางวิ่งสะเปะสะปะของเธอแล้วอดเตือนไม่ได้
“รู้แล้วน่า นายพูดมากจริง”
เท้าขวาของเปียนจิ่วเยว่เพิ่งเหยียบลงบนแผ่นหินเรียบนั้น พื้นใต้เท้าก็พลันยุบวูบ
“ระวัง!”
มั่วหลิงหานรู้สึกได้ถึงความผิดปกติอย่างเฉียบไว แต่ตอนที่เอ่ยเตือนก็สายเกินไปแล้ว
แผ่นหินทั้งแผ่นพลิกกลับด้วยแรงโน้มถ่วง เผยให้เห็นหลุมดำลึกจนมองไม่เห็นก้นอยู่ด้านล่าง
เปียนจิ่วเยว่เหยียบพลาด ทันทีที่เสียหลัก สัญชาตญาณก็ทำให้เธอรัดแขนทั้งสองข้าง กอดคนในอ้อมแขนแน่นขึ้นกว่าเดิม
“อ๊ากกก!”
มั่วผู้เคราะห์ร้าย: “เพื่อนร่วมทีมหมูเอ๊ย!”
ทั้งสองกลิ้งตกลงไปตามทางลาดชัน รอบด้านมืดสนิท
ในความมืดจนมองไม่เห็นแม้แต่มือของตัวเอง ได้ยินเพียงเสียงหายใจของทั้งคู่ที่สลับกันไปมา
ทางลาดเอียงชันมาก ทั้งสองพันกันกลิ้งลงไปไม่หยุด
ระหว่างร่วงลงมา มั่วหลิงหานพยายามปรับท่า แล้วยื่นมือไปประคองท้ายทอยของเปียนจิ่วเยว่ไว้
เสียงดังตุบทึบ เปียนจิ่วเยว่ตกลงบนผ้ากันฝุ่นหนาหลายชั้นอย่างจัง
เธอรู้สึกเหมือนอวัยวะภายในแทบจะกระเด็นออกมา แผลที่หัวไหล่ซึ่งพันผ้าไว้แล้วปริออกอีกครั้ง ความเจ็บทำให้เธอสูดปากเฮือกหนึ่ง
