เปียนจิ่วเยว่กลอกตา ก่อนดึงปกเสื้อที่ไหลลงมาให้เข้าที่ เพื่อปิดผิวหนังบริเวณนั้นซึ่งยังชาอยู่
“นี่คุณชายใหญ่”
“ไอ้กระดุมเฮงซวยนั่นมันอะไรกันแน่?”
มั่วหลิงหานพิงกำแพงหิน ดวงตาสีน้ำเงินเข้มฉายแววขบขันขณะกวาดตามองเธอ สายตาวนอยู่แถวลำคอของเธอรอบหนึ่ง
“ไม่รู้จริง ๆ เหรอ?”
เปียนจิ่วเยว่ยกมือกุมข้างลำคอ “ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ”
“ฉันก็บอกแล้วไงว่านั่นเป็นแค่ก้อนหินสีแดงเฮงซวยที่เขาเอามาใช้หักค่าข้าวชุดใหญ่”
มั่วหลิงหานยกมุมปากนิด ๆ ก่อนปัดฝุ่นที่ติดแขนเสื้อออก แต่กลับไม่ยอมพูดต่อสักคำ
เด็กนั่นเป็นคนให้มาแท้ ๆ ทำไมเขาต้องเป็นคนอธิบายด้วย เขาใจดีขนาดนั้นเลยหรือไง
เปียนจิ่วเยว่รออยู่ตั้งนานก็ยังไม่ได้ยินคำอธิบายต่อ เธอโมโหจนแน่นหน้าอก คนคนนี้จงใจชัด ๆ
“พูดต่อสิ”
“รู้ไหมว่าพูดค้าง ๆ คา ๆ แบบนี้ เดี๋ยวก็โดนคนจับยัดกระสอบแล้วซ้อมตายหรอก?”
มั่วหลิงหานหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่คิดปิดบัง
“เธอเนี่ยนะ?”
“แขนขาเล็กแค่นี้ ยังไม่ทันยัดคนลงกระสอบก็คงเหนื่อยตายก่อนแล้วมั้ง”
เปียนจิ่วเยว่กัดฟันจ้องผู้ชายตรงหน้า
คนที่ลือกันว่าลึกลับยากหยั่งถึง เป็นผู้ดูแลลำดับที่เจ็ดของคณะผู้ดูแล ภายนอกดูเย็นชา แต่ตอนนี้กลับเหมือนพวกชอบแกล้งคนสุด ๆ
ไอ้คนหน้าเนื้อใจเสือนี่ต้องอยากเห็นเธอหัวเสียแน่ ๆ
เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วฝืนกลืนคำด่ากลับลงไป
“ก็ได้”
“คุณสูงส่งนักนี่”
“คุณไม่พูด ฉันก็ไม่อยากฟังแล้วเหมือนกัน”
เธอหันหลังให้เขา แล้วยื่นมือไปคว้ากระเป๋าเป้บนพื้น ตั้งใจจะหาทางออกไปเอง
มั่วหลิงหานมองแผ่นหลังที่ยังดูขุ่นเคืองของเธอ ใช้ปลายลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม เลือดหอมหวานที่เพิ่งดูดเข้าไปไม่กี่อึกยังไหลเวียนอยู่ในร่าง ช่วยกดพิษเก่าที่ทำให้ร่างกายติดขัดเอาไว้ได้ทั้งหมด แถมเรี่ยวแรงตามแขนขาก็ฟื้นกลับมาด้วย
เขาแบมือขวา
เปลวไฟสีน้ำเงินอมม่วงพวยพุ่งขึ้นจากฝ่ามือ แสงไฟที่วูบไหวส่องสว่างพื้นที่มืดสลัวไปครึ่งหนึ่ง
