เธอเดินกลับไปที่โต๊ะหนังสือ แล้วหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมา
“วันนี้ตอนโดนตี เขาพูดอะไรบ้าง?”
เหล่าอวี๋ชะงักไปครู่หนึ่ง
เขานึกถึงลั่วซิงหยวนที่คุกเข่าอยู่บนพื้นกระเบื้อง นิ้วมือขยับไปมา ก่อนจะเอ่ยคำนั้นออกมา
“คุณชายบอกว่า... บนตัวคุณหนูเหอไม่มีกลิ่นแบบนั้นครับ”
มือที่กำลังพลิกเอกสารของคุณนายลั่วหยุดชะงัก
อากาศในห้องหนังสือราวกับหยุดนิ่งไปครึ่งวินาที
“กลิ่นอะไร?”
“คุณชายไม่ได้พูดชัด ๆ ครับ” เหล่าอวี๋เลือกถ้อยคำอย่างระมัดระวัง “เขาพูดแค่คำเดียวว่า หวาน”
คุณนายลั่วค่อย ๆ ปิดเอกสาร
นิ้วที่ทาเล็บสีแดงสดเคาะลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเบา ๆ สองครั้ง
“สายตรงของตระกูลตะกละเลือกกลิ่นอาหารมาแต่ไหนแต่ไร” น้ำเสียงคุณนายลั่วเย็นลง “ช่วงนี้นอกจากไปโรงเรียนแล้ว เขาไปที่ไหนอีก?”
“ไม่ได้ไปที่อื่นครับ แค่เมื่อหลายวันก่อนเขาอารมณ์เสียเรื่องห้องกักบริเวณ เลยหนีออกไปครั้งหนึ่ง แล้วก็กลับสถาบันมาเองครับ” เหล่าอวี๋รายงานตามจริง
แววตาคุณนายลั่วเย็นชาลง
“ไปสืบมา”
“คุณนาย?”
“ไปสืบดูว่าในสถาบันเขาไปข้องเกี่ยวกับใครบ้าง” คุณนายลั่วจ้องเหล่าอวี๋ “สิ่งที่ทำให้เขาใช้คำว่าหวานมาเปรียบเปรย ต้องไม่ใช่ของธรรมดาแน่”
แผ่นหลังเหล่าอวี๋เย็นวาบ “คุณนายสงสัยว่า...”
“ก่อนเทศกาลจันทราโลหิตจะมาถึง ผู้อาวุโสทั้ง 12 คนกำลังจับตาดูเขาอยู่ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ห้ามเกิดเรื่องผิดพลาดเด็ดขาด”
“ไปสืบให้รู้ต้นตอ ถ้าเป็นขุนนางที่ฐานะคู่ควรกัน ก็ปล่อยให้เขาเล่นไป แต่ถ้าเป็นมนุษย์ที่ไม่ได้เรื่อง แถมยังเป็นนักเรียนทุน...”
คุณนายลั่วมองเปลวไฟที่เต้นระริกอยู่ในเตาผิง
“จัดการให้เรียบร้อย อย่าให้เหลือร่องรอย อย่าให้เขารู้”
“ครับ” เหล่าอวี๋ก้มตัวแล้วถอยออกไป
ทันทีที่ประตูปิดลง คุณนายลั่วก็จุดบุหรี่ขึ้นมาอีกมวน
นอกหน้าต่าง ฝนตกหนักกว่าเดิม ลมกระหน่ำใส่กระจก ราวกับกำลังบอกล่วงหน้าถึงพายุที่จะโหมกระหน่ำไปทั่วสถาบันเย่เย่า
