เปียนจิ่วเยว่หลุบตาลง “เกิดอะไรขึ้น”
หลินน่าตกใจจนเสียงสั่น รีบรายงานทันที “เรียนท่านผู้ดูแล เขาเป็นคนทำรองเท้าฉันสกปรกก่อน ฉันก็แค่ให้เขาเช็ดให้สะอาด ผลคือหลินฉู่เสว่ดันโผล่มาแทรก ด่าว่าพวกเรารังแกนักเรียนรับเข้าเป็นกรณีพิเศษ แถมยังจะลงไม้ลงมือกับพวกเรา ฉันก็เลย... สาดโคล่าใส่เธอค่ะ”
หลินฉู่เสว่ตัวแข็งทื่อ ก่อนจะรีบโต้เสียงดัง “เปียนจิ่วเยว่! เขาน่าสงสารขนาดนี้แล้ว เธอยังจะช่วยเผ่าโลหิตรังแกพวกเดียวกันอีกเหรอ? จิตสำนึกของเธออยู่ไหน!”
เปียนจิ่วเยว่หัวเราะหยันเบา ๆ
เธอไม่มีอารมณ์จะโต้เถียงกับคำกล่าวหาที่เอาศีลธรรมมาบีบบังคับแบบนี้ด้วยซ้ำ
“ชดใช้ค่าเสียหายและขอโทษ เป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว” เปียนจิ่วเยว่จัดแขนเสื้อให้เรียบร้อย แล้วชี้ไปทางหลินน่า “ก่อเรื่องในโรงอาหาร ทุกคนไปห้องกักบริเวณคนละ 1 วัน อีกอย่าง ค่าซักแห้งของหลินฉู่เสว่ พวกเธอเป็นคนจ่าย”
หลินน่ากับพวกโล่งอก รัวพยักหน้าหงึก ๆ “ค่ะ ขอบคุณท่านผู้ดูแล!”
พวกนั้นรีบเผ่นหนีไปอย่างลนลาน
หลินฉู่เสว่ยืนอยู่ที่เดิมเพียงลำพัง คำพูดชอบธรรมที่เตรียมไว้เสียเต็มประดากลับเหมือนชกลงบนปุยนุ่น อึดอัดจนหน้าแดงก่ำไปทั้งหน้า
เปียนจิ่วเยว่ไม่สนใจเธอ เดินตรงไปหาชายหนุ่มที่ไม่พูดอะไรเลยตั้งแต่ต้น
เธอย่อตัวลง ไม่รังเกียจน้ำสกปรกบนพื้น ระยะห่างระหว่างทั้งคู่พลันใกล้ชิดกันขึ้น
บนตัวชายหนุ่มมีกลิ่นไม้เย็นจาง ๆ
เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาดำสนิทชื้นเย็นคู่นั้นมองผ่านเส้นผมที่ปรกลงมา แล้วสบเข้ากับสายตาของเปียนจิ่วเยว่ตรง ๆ
“ท่านผู้ดูแล” ชายหนุ่มเอ่ย
เสียงแหบพร่า
นอกวงฝูงชน มีนักเรียนชายคนหนึ่งก้าวออกมาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “เมื่อกี้... มีคนชนเขา น้ำแกงถึงหกออกมา เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเขาครับ”
