ทั้งสองนั่งคุยกันเรื่อยเปื่อย
คุยถึงเจ้าคนดวงซวยในเกมล่าสังหาร คุยถึงข่าวซุบซิบในโรงเรียนช่วงนี้
ทันใดนั้น
เปียนจิ่วเยว่ชะงัก ท่าทางที่เคยผ่อนคลายพลันเกร็งขึ้นทีละน้อย
ต้นคอด้านหลังเย็นวาบขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ขนลุกซู่
หลังร่างกายของเปียนจิ่วเยว่ถูกระบบปรับเปลี่ยน เธอก็ไวต่อสายตาคุกคามเช่นนี้
รู้สึกเหมือนมีใครกำลังจ้องเธออยู่จากมุมมืด
เธอหันไปมองรอบ ๆ ตามสัมผัสที่รู้สึกได้
ในหอประชุมมีผู้คนแน่นขนัด สายตาถูกศีรษะที่ซ้อนทับกันบดบัง
มองไม่เห็นอะไรเลย
“เป็นอะไรไป?” ลู่เหยี่ยนเห็นเธอมองซ้ายมองขวา จึงถามขึ้นมา
เปียนจิ่วเยว่ส่ายหน้า
“ไม่มีอะไร แค่รู้สึกหนาวนิดหน่อย”
สิ้นเสียง
“หึ่ง—”
ไฟส่องสว่างทุกดวงในหอประชุมใหญ่ดับลงพร้อมกัน
“มาแล้ว ๆ!”
ใครบางคนข้าง ๆ ตะโกนอย่างตื่นเต้น
ทุกคนหันไปมองเวทีสูงด้านหน้าเป็นตาเดียว
ลำแสงเจิดจ้าส่องลงมาจากเพดาน โอบคลุมใจกลางเวที
เสียงปรบมือดังกระหึ่มราวกับฟ้าร้อง
เปียนจิ่วเยว่สะดุ้งกับเสียงที่ถาโถมเข้ามาอย่างกะทันหัน หัวใจเต้นพลาดไปหนึ่งจังหวะอย่างช่วยไม่ได้
เธอเงยหน้ามองตามสัญชาตญาณเหมือนนักเรียนคนอื่น ๆ
ท่ามกลางวงแสง
เด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งก้าวขึ้นบันไดไปทีละขั้น
ฝีเท้าสงบนิ่ง แฝงความหยิ่งทะนงที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
มั่วหลิงหาน
กระดุมสองเม็ดบนสุดของเสื้อเชิ้ตถูกปลดออก เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าขาวซีดเล็กน้อย
ที่อกซ้ายยังติดเข็มกลัดดอกกุหลาบสีทองเช่นกัน
สายตาของเปียนจิ่วเยว่กวาดผ่านใบหน้าเขา
วันนี้แววเย็นชาและเย่อหยิ่งลุ่มลึกที่เห็นเป็นปกติกลับเจือกลิ่นอายบางอย่างที่แตกต่างออกไป
พอมองให้ดี
ตรงหางตาของเขามีไฝแดงเม็ดจิ๋วแต้มอยู่ด้วย
ดวงตาสีน้ำเงินเข้มกับไฝแดงที่เผยเสน่ห์เย้ายวนอย่างประหลาด ทำลายความรู้สึกสูงส่งไร้ราคะของเขาจนหมดสิ้น
