อันลั่วเกิดมาพร้อมโรคเผือก เติบโตท่ามกลางการดุด่าทุบตี จนกระทั่งตอนอายุ 8 ขวบก็ถูกโยนทิ้ง พร้อมคำขู่ว่าถ้ากลับบ้านจะฆ่าให้ตาย
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เขารับงานเย็บปะชุนไปทั่ว ค่อย ๆ เลี้ยงตัวเองจนเติบโต
เงินเหรียญเล็กน้อยที่หามาได้ต้องใช้ทั้งกินอยู่ ซื้อยาและรักษาตัว
พรุ่งนี้เขาก็จะไปที่ศูนย์ปลุกพลัง เพื่อปลุกพลังพิเศษของตัวเองแล้ว ถึงโอกาสจะริบหรี่ เขาก็จะลองดูสักตั้ง
ความปรารถนาสูงสุดของเขาคือเปิดร้านตุ๊กตาของตัวเอง ในร้านมีตุ๊กตาหลากหลายแบบที่เขาเย็บขึ้นเอง ทั้งประณีตและสวยงาม
ถ้าปลุกพลังพิเศษได้ เขาก็จะไปสมัครเรียนที่สถาบันพลังพิเศษในฐานะนักเรียนยากจน ใช้เงินให้น้อยที่สุดเพื่อเรียนรู้พลังพิเศษ แล้วค่อยเปิดร้านตุ๊กตาที่ใหญ่กว่าเดิม
เขาพยายามใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ แต่ตอนนี้กลับมีคนมาบอกว่า
เขาเป็นแค่ตัวประกอบที่ตายตั้งแต่เปิดเรื่อง
แล้วความพยายามทั้งหมดของเขามันมีความหมายอะไร? ไร้สาระสิ้นดีงั้นเหรอ?
ก้อนแสงเล็ก ๆ เห็นอันลั่วอ่านการ์ตูนจบแล้ว จึงพูดเจื้อยแจ้วขึ้นมา
【อย่างที่เห็น โลกที่คุณอยู่คือโลกในการ์ตูน ส่วนฉันคือจิตสำนึกของการ์ตูนเรื่องนี้
นามปากกาของนักเขียนการ์ตูนคือ พี่ชายใบมีด ภาคแรกของเรื่อง “พลังพิเศษครองโลก” เขียนได้สมบูรณ์แบบเกินไป จนคนอ่านภาคสองคาดหวังจากเขามากขึ้น
พี่ชายใบมีดรับแรงกดดันได้ไม่เก่ง พอถึงช่วงท้ายของภาคสอง เนื้อเรื่องก็ยิ่งออกทะเล สุดท้ายกลุ่มตัวเอกพ่ายแพ้ให้กับวายร้ายตัวฉกาจ ตายด้วยน้ำมือราชันเหวลึก แล้วเรื่องก็จบแบบค้างคาอย่างน่าเสียดาย
ตอนจบแบบนั้นทำให้คนอ่านจำนวนมากไม่พอใจ ฉันจึงถือกำเนิดขึ้นมาในฐานะจิตสำนึกของการ์ตูน
จากการตรวจสอบข้อมูล ฉันพบว่าคุณ อันลั่ว ตัวประกอบที่ตายตั้งแต่ต้นภาคสอง คือคนที่เหมาะที่สุดที่จะพลิกตอนจบและช่วยโลกการ์ตูนเอาไว้!
ทุกอย่างเกี่ยวกับคุณอยู่นอกบทที่ผู้เขียนกำหนด คุณเปลี่ยนตอนจบเดิมได้!
เหมือนเมื่อกี้ที่คุณหลบเลี่ยงการถูกฆ่าตั้งแต่ต้นเรื่องได้ ทั้งที่ไม่มีคำใบ้อะไรเลย】
อันลั่วสูดหายใจลึก ๆ สะกดอารมณ์ที่ปั่นป่วน ก่อนมองก้อนแสงด้วยดวงตาคมกริบราวทับทิม
“ตอนนี้ฉันยังมีชีวิตอยู่ ต่อให้ไม่ทำตามที่นายบอก ไม่ไปช่วยโลก ฉันก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ ใช่ไหม?”
จิตสำนึกการ์ตูนชะงักไปเมื่อเจอคำถามของอันลั่ว
【แต่...ในตอนจบเดิม ตัวเอกทุกคนตาย ทวีปเอ่อร์หมางก็จะไม่เหลืออยู่อีกต่อไป พวกคุณทุกคนจะหายไป โลกการ์ตูนทั้งใบก็จะสูญสลาย】
หายไป...งั้นเหรอ?
อิสรภาพกับการมีชีวิตอยู่ เป็นเรื่องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือ?
อันลั่วถามว่า “แล้วฉันต้องทำยังไง? คนธรรมดาที่ไม่มีพลังพิเศษอย่างฉันจะช่วยโลกได้ยังไง?”
เมื่อเห็นว่าอันลั่วเริ่มคล้อยตาม จิตสำนึกการ์ตูนก็หมุนวนอย่างดีใจอยู่หลายรอบ ก่อนลงมาเกาะบนไหล่เขา
【ง่ายมาก ถึงฉันกับคุณจะไม่รู้รายละเอียดของการ์ตูนภาคสองฉบับเดิม แต่เรารู้ตอนจบ
ยิ่งคุณได้ใกล้ชิดกับกลุ่มตัวเอกมากขึ้น ได้มีฉากออกมากขึ้นและเป็นที่นิยมมากขึ้น เมื่อความนิยมของคุณเพิ่มขึ้น คุณก็จะยิ่งเปลี่ยนทิศทางของการ์ตูนได้มากกว่าเดิม
เพื่อให้ทำภารกิจได้สะดวก คุณจะได้รับความสามารถอย่างหนึ่ง นั่นคือ
“เมื่อคนอ่านเชื่ออย่างแน่วแน่ว่าคุณมีความสามารถบางอย่าง คุณก็จะได้รับความสามารถนั้นจริง ๆ”】
ถ้าก่อนหน้านี้เขาถามเพราะถูกชะตากรรมบีบให้ต้องเลือก ตอนนี้อันลั่วก็สนใจเรื่องนี้ขึ้นมาจริง ๆ แล้ว
“หมายความว่า ต่อให้ฉันไม่มีพลังพิเศษ แต่ถ้าคนอ่านการ์ตูนคิดว่าฉันมีพลัง ฉันก็จะมีพลังขึ้นมาจริง ๆ ใช่ไหม?”
【ใช่แล้ว】
【แต่จากการคาดการณ์โดยอิงข้อมูล โอกาสที่เจ้าของระบบจะปลุกพลังพิเศษได้คือ 100% พลังของคุณอยู่ระดับเอฟ ชื่อว่า “เย็บประสานอย่างแม่นยำ” ช่วยเพิ่มโอกาสในการเย็บสิ่งของให้สำเร็จ จัดเป็นพลังพิเศษสายสนับสนุน】
อันลั่วเงียบไปอีกครั้ง
ถ้าที่นี่ไม่ใช่โลกการ์ตูนที่ถูกมนุษย์ควบคุม เขาคงค่อย ๆ ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ
มีพลังเย็บประสาน ได้เป็นผู้มีพลังพิเศษ แล้วเปิดร้านตุ๊กตาสักแห่ง คอยพูดกับลูกค้าที่แวะเข้ามาว่า “ยินดีต้อนรับ”
เมื่อได้ข้อมูลครบแล้ว อันลั่วก็ถามคำถามสุดท้าย
“แล้วฉันจะรู้ความคิดเห็นของคนอ่านได้ยังไง?”
【ฉันจะจัดเว็บบอร์ดการ์ตูนให้คุณ คุณปรับแผนการกระทำได้ตามความคิดเห็นในเว็บบอร์ด】
ทันทีที่จิตสำนึกการ์ตูนอธิบายจบ มันก็แงะหน้าเว็บบอร์ดออกมาให้เจ้าของระบบดู มือเรียวยาวข้อนิ้วชัดคู่หนึ่งก็คว้าตัวมันขึ้นมา แล้วลูบหัวสองที
“นายแปลงร่างเป็นแมวได้ไหม? ฉันชอบแมว”
【ได้สิ แต่มีแค่คุณเท่านั้นที่มองเห็นฉันนะ!】
“อืม งั้นแปลงเป็นแมวขาวแล้วกัน ต่อไปฉันจะเรียกนายว่าเสี่ยวไป๋”
จิตสำนึกการ์ตูนส่องแสงสีฟ้าวูบหนึ่ง ก่อนกลายเป็นลูกแมวสีขาว กำลังนวดอุ้งเท้าอยู่ในอ้อมแขนอันลั่ว
อันลั่วคิดว่า นี่คงเป็นสิ่งปลอบใจอย่างแรกหลังจากได้รู้ชะตากรรมของตัวเอง เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่มีเงินเหลือพอจะเลี้ยงแมวสักตัว
อันลั่ววางเสี่ยวไป๋ลงบนพื้น แล้วเดินกลับไปยังย่านบ้านสีแดงทีละก้าว
ยิ่งเข้าใกล้บ้าน กลิ่นอายเย็นเยียบปนกลิ่นคาวเลือดก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
ตอนนั้นเอง เขาก็เห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่หน้าบ้านของเพื่อนบ้าน
เด็กหนุ่มผมทองยืนตัวตรง มือกำปืนโลหะรูปร่างประหลาดไว้แน่น สายตาระแวดระวังกวาดมองรอบด้าน
ดวงตาสีเขียวหม่นจับจ้องอันลั่วทันทีที่เห็น พร้อมแววพินิจและระแวดระวัง
สายตาทั้งคู่ประสานกัน อากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง
หัวใจอันลั่วเต้นกระแทกอย่างแรง ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว แต่เพราะมั่นใจแล้วว่า—
พระเอกของการ์ตูนยืนอยู่ตรงหน้าเขาจริง ๆ
ฟันเฟืองแห่งชะตากรรมเริ่มขบเข้าหากัน
สายตาของเขาเลยผ่านเสิ่นหมิงไป เห็นร่างเล็ก ๆ ไร้ศีรษะอยู่ด้านในธรณีประตู
เอมมา...
เด็กหญิงตัวน้อยที่ชอบเอาลูกอมมาแลกตุ๊กตากับเขา
ศีรษะที่ถักเปียสองข้างเงาวับหันมาทางประตู ดวงตากลมใสจ้องมองอันลั่ว
ข้างศพมีลูกอมหลากสีเกลื่อนพื้น เปื้อนฝุ่นไปหมด
ความเจ็บปวดแหลมคมแล่นเข้ารัดหัวใจอันลั่วในพริบตา
เอมมาแอบเก็บลูกอมมาตลอด บอกว่าจะเก็บให้เต็มโหลแล้วเอามาแลกกับตุ๊กตาขนาดเท่าแขนของอันลั่ว
อันลั่วเคยรับปากเรื่องนี้ไว้นานแล้ว แต่เอมมาเป็นเด็กหญิงที่ชอบกินขนมมาก ผ่านไปหนึ่งปีโหลลูกอมก็ยังไม่เต็ม
แต่ตอนนี้เธอตายไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้ตุ๊กตา
เสิ่นหมิงสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปฉับพลันของเขา และความเศร้าที่ปิดบังไม่ได้ในดวงตา จึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบและอธิบายก่อน
“สัตว์มารบุกกวาดล้างแถวนี้ ตอนฉันมาถึงก็ช่วยได้แค่ศพนี้”
อันลั่วหลุบตาลง ซ่อนอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอยู่ก้นบึ้งของดวงตา
เขาเข้าใจแล้วว่า ขณะที่ตัวเองหลุดพ้นจากชะตาความตาย ชีวิตผู้บริสุทธิ์อีกคนกลับถูกใช้เป็นตัวตายแทน
ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกขมขื่นจนคอตีบตัน...
แต่เขาไม่มีเวลาจมอยู่กับความเศร้า
เขาสูดหายใจลึก ๆ พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าก็เหลือเพียงความสงบนิ่ง มีแค่ปลายนิ้วที่สั่นเล็กน้อยเผยให้เห็นความปั่นป่วนในใจ
“ฉันเป็นเพื่อนบ้านของเธอ ขอบคุณที่ช่วยรักษาศักดิ์ศรีให้เธอ” อันลั่วเอ่ยเสียงแหบพร่า
เสิ่นหมิงเข้าใจทันทีว่าคนแปลกหน้าคนนี้หมายถึงอะไร เขากำลังขอบคุณที่ช่วยปกป้องร่างของเด็กหญิงตัวน้อย
“ฉันโทรแจ้งสำนักงานความมั่นคงแล้ว เดี๋ยวพวกเขาก็มาถึง”
สำนักงานความมั่นคงเป็นหน่วยงานที่ดูแลความสงบเรียบร้อยระหว่างมนุษย์กับสัตว์มารโดยเฉพาะ ชาวเมืองทุกคนที่เสียชีวิตด้วยน้ำมือสัตว์มารจะได้รับเงินช่วยเหลือค่าจัดงานศพ และถูกฝังในสุสานประจำเมือง
อันลั่วพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร แล้วเดินตรงไปหาร่างของเอมมา
เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง หยิบเข็มที่เล็กที่สุดกับด้ายสีใกล้เคียงกับผิวที่สุดออกจากชุดเย็บผ้าที่พกติดตัว
“นายกำลังทำอะไร?”
น้ำเสียงของเสิ่นหมิงเจือความตกใจที่สังเกตแทบไม่ออก
“เย็บศพ”
อันลั่วตอบสั้น ๆ อย่างหนักแน่น
เขาอุ้มศีรษะของเอมมาขึ้นอย่างระมัดระวัง แววตาจดจ่อราวกับกำลังประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์
ปลายเข็มแทงผ่านผิวหนังเย็นเฉียบ เย็บทีละเข็มอย่างมั่นคงและแม่นยำ
เขาเคยเย็บตุ๊กตา เคยเย็บกระต่าย แต่ไม่เคยเย็บร่างมนุษย์มาก่อน
ตอนแรกคิดว่าคงต่างกัน แต่กลับพบว่าใต้ผิวหนังและเนื้อหนังนั้นเปราะบางไม่ต่างกัน
ไม่นาน ลำคอที่ขาดก็ถูกเย็บเชื่อมต่อกันอย่างประณีต เหลือเพียงรอยสีชมพูจาง ๆ ที่แทบมองไม่เห็น
อันลั่วจ้องรอยสีชมพูจางนั้น เงียบไปครู่หนึ่ง
เขาลุกขึ้นมองไปรอบ ๆ ก่อนหยิบโหลลูกอมที่ผูกริบบิ้นสีเหลืองสดใสลงมาจากตู้ที่ล้มเอียงอยู่
เขาดึงริบบิ้นออกมา แล้วผูกเป็นโบอย่างเบามือรอบลำคอซีดขาว ปิดรอยเย็บได้พอดี
จากนั้นก็ใช้นิ้วช่วยปิดตาให้เอมมา
เอมมาตัวน้อยดูราวกับกำลังหลับสบาย มีโบสีเหลืองผูกอยู่รอบคอ ช่างน่ารักเหลือเกิน
