ยามเช้า
ค่ำคืนอันว้าวุ่นผ่านพ้น
หลี่โย่วตื่นจากนิทราพลางลืมตาขึ้นช้า ๆ และมองดูผู้ที่อยู่เคียงข้างกาย
ใต้แสงสลัวรำไรในยามเช้า
หลี่โย่วพินิตรูปลักษณ์ของหลิวเยว่เหนียงอีกครา
นางมีใบหน้างามรูปไข่ ริมฝีปากเล็กสีแดงระเรื่อ ขนตายาว หน้าตาเมื่อมองเผิน ๆ ไม่ใช่สตรีที่งามเย้ายวน หากแต่กลับงดงามอ่อนหวานและเงียบสงบ
ไร้ซึ่งสินสอดและไร้ผู้เป็นพยาน
จู่ ๆ ก็กลายเป็นชายชาตรี หลี่โย่วรู้สึกราวกับอยู่ในห้วงความฝัน
“ข้า... นี่ข้ามีครอบครัวแล้วหรือ?”
ในฐานะ ‘คนโสด’ มาสองชาติ หลี่โย่วจึงมีจิตใจซับซ้อนยิ่งนัก
ขณะนั้น
ขนตาอันยาวของหลิวเยว่เหนียงกระพริบหลายครา ก่อนจะลืมตาขึ้นพลางเอ่ยเรียกอย่างขวยเขิน
“นายท่าน”
ภายใต้แสงอรุณในยามเช้าที่ทอดส่อง หลิวเยว่เหนียงก้มหน้าลงต่ำด้วยความอายสุดจะทน ริมฝีปากแดงถูกกัดเบา ๆ ด้วยฟันขาวสะอาด กิริยาเย้ายวนเช่นนี้ทำให้จิตใจของหลี่โย่วหวั่นไหวอีกครั้ง
หลี่โย่วยื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัว ลูบไล้ใบหน้างามนุ่มนิ่มของนาง หลิวเยว่เหนียงซึ่งไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป ใบหน้างามของนางก็แดงระเรื่อขึ้นมาในพริบตา
“อู่อู่อู่!”
ไก่ตัวผู้ของใครบางคนเริ่มขันขึ้นมา ปลุกหลี่โย่วให้ตื่นจากความอ่อนโยนนี้
ตั้งสติ
หลี่โย่วรีบพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง สวมใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วเดินฉับ ๆ ออกจากห้องนอน
ครู่หนึ่งต่อมา
ในลานบ้าน
เช้าวันใหม่มาเยือนอีกครั้ง
ประตูเปิดออก
ลมหนาวปะทะใบหน้า
ค่ำคืนผ่านพ้น กระแสความหนาวพัดกระหน่ำ
อากาศกลับลดต่ำลงอีกครา!
หลี่โย่วรู้สึกสะท้านหนาว คำนวณช่วงฤดูกาลในใจ
“ถึงฤดูหนาวใหญ่แล้ว”
ฤดูหนาวในยุคนี้ หนาวเหน็บยิ่งกว่าโลกในชาติก่อนของหลี่โย่วนัก
“อย่างน้อยก็ต้องต่ำกว่าศูนย์องศาถึงยี่สิบกว่า!”
หลี่โย่วถูมือไปพลาง เป่าลมหายใจร้อนออกมาแผ่วเบา
เช่นเคย
หลี่โย่วฝึกฝนวรยุทธ์อย่างหนัก ขัดเกลาร่างกายของตน
ช่างประหลาดยิ่งนัก
หลังจากปลดปล่อยความปรารถนาที่กดทับมานานในคืนวาน หลี่โย่วผู้มีเหงื่อท่วมกายก็พลันรู้สึกว่าพลังจิตวิญญาณของตนดีขึ้นกว่าปกติมาก
ในพริบตา
ยามเฉินผ่านไปหนึ่งเค่อ
ในเรือนใหญ่
ภายใต้สายตาจับจ้องของหลี่โย่ว หลิวเยว่เหนียงซึ่งเดินไม่ค่อยออกฝ่าความขวยเขิน นำอาหารร้อนกรุ่นมาเสิร์ฟ วางลงบนโต๊ะแปดเหลี่ยมเบา ๆ
ในฤดูหนาวที่ข้าวของขาดแคลน อาหารเช้ายังคงเรียบง่ายเช่นเคย มีเพียงน้ำข้าวไม่กี่ถ้วย ขนมแป้งหยาบไม่กี่ชิ้น และผักดองหนึ่งจาน
หลี่โย่วหยิบตะเกียบขึ้นมา กินขนมแป้งคำหนึ่ง ผักดองคำหนึ่ง แล้วดื่มน้ำข้าวในถ้วยจนหมด เพิ่งจะอิ่มไปได้ครึ่งท้อง แต่ในจานกลับว่างเปล่าเกือบหมดแล้ว
เดิมทีอาหารนี้มีไว้สำหรับหลี่โย่วเพียงคนเดียว บัดนี้ต้องแบ่งกันสามคน ในบ้านที่พอประทังชีวิตก็ยากลำบากอยู่แล้ว เมื่อมีคนเพิ่มขึ้นอีกสองคน ย่อมไม่พอเพียง
ขณะนั้นอวี้เหนียงน้องเล็กที่ยังไม่อิ่มจึงยืนขึ้น หมายจะเดินไปตักข้าวต้มจากหม้อ แต่กลับถูกเยว่เหนียงผู้เป็นพี่สาวขัดขวางไว้
“น้องเล็ก!”
เสียงตวาดด้วยความระงับ
เยว่เหนียงทำหน้าดุห้ามน้องสาวไว้ จากนั้นจึงเดินไปยังเตาไฟ แล้วตักข้าวต้มที่เหลืออยู่น้อยนิดในหม้อมาให้หลี่โย่วด้วยความเอาใจใส่
สตรีผู้อ่อนโยนและเอาใจใส่เช่นนี้ ทำให้จิตใจของหลี่โย่วอบอุ่น รีบกล่าวว่า “ข้าอิ่มแล้ว”
ว่าแล้ว
หลี่โย่วก็เทข้าวต้มในถ้วยของตนให้อวี้เหนียงน้องเล็ก
“อวี้เหนียงกินเถิด”
น้องเล็กอวี้เหนียงรีบกล่าวด้วยความน่ารัก “อวี้เหนียงอิ่มแล้วเจ้าค่ะ”
ทว่า
หลี่โย่วทำหน้าเคร่ง แสร้งโกรธอวี้เหนียง “หากเจ้าไม่กิน ท่านพี่หลี่จะโกรธเอา”
อวี้เหนียงตกใจ รีบดื่มข้าวต้มลงไป
หลี่โย่วจึงยิ้มบาง ๆ แสดงสีหน้าพอใจ
“อวี้เหนียงเป็นเด็กดี”
ความอบอุ่นอ่อนโยนแผ่ซ่านไปทั่ว พี่สาวเยว่เหนียงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะ สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนในจิตใจของบุรุษผู้แข็งแกร่งอย่างหลี่โย่ว ดวงตาอันงดงามของนางเริ่มมีหมอกน้ำตาคลอ
ไม่นานนัก
ถ้วยชามถูกเก็บและล้างจนสะอาด
หลี่โย่วเปิดถังข้าวดู ธัญพืชในบ้านเหลืออยู่น้อยเต็มที
คิดอยู่ครู่หนึ่ง
หลี่โย่วจึงสั่งเสียหลิวเยว่เหนียงหนึ่งประโยค แล้วคว้าดาบประจำกายพร้อมป้ายหยก เตรียมไปซื้อข้าวสารที่อำเภอ
จูงม้า
ออกจากเรือน
หลี่โย่วเดินออกจากหมู่บ้านดินอย่างช้า ๆ มุ่งหน้าไปยังอำเภอติ้งเปียนที่อยู่ห่างออกไปหลายลี้
ตรงหน้า
ชายหนุ่มสองคนในชุดทหารสีแดงเดินเร็ว ๆ เข้ามาหาหลี่โย่ว
“พี่โย่ว!”
“ท่านกลับมาแต่เมื่อใด?”
หลี่โย่วและชายหนุ่มทั้งสองมาพบกันอย่างรวดเร็ว ทักทายกันอย่างสนิทสนม
“เสี่ยวอู่ เสี่ยวชี!”
ชายหนุ่มสองคนนี้ หนึ่งคือเยี่ยนเสี่ยวอู่ หนึ่งคือเยี่ยนเสี่ยวชี ล้วนเป็นครัวทหารที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับหลี่โย่ว เป็นเพื่อนตายที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก
ทักทายกันสองสามคำ
พี่น้องทั้งสามต่างดีใจยิ่งนัก
เยี่ยนเสี่ยวอู่กลับทำหน้าตายักเยื้องใส่หลี่โย่ว พลางกล่าวหยอกล้อ “พี่โย่ว ข้าได้ยินคนในหมู่บ้านทหารบอกว่า ท่านเก็บสองพี่น้องสาวมาจากในอำเภอ?”
“เป็นเช่นไร สองพี่น้องนั่นงดงามหรือไม่?”
หลี่โย่วยิ้มน้อย ๆ ทั้งมิได้ปฏิเสธ
ฝ่ายเยี่ยนเสี่ยวชีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลับร้องขึ้นมาอย่างซื่อ ๆ “งามจะมีประโยชน์อันใด แต่งภรรยาสำคัญที่สุดคือต้องมีเรี่ยวแรงมาก ทำงานหนักได้”
“แล้วยังต้องมีลูกได้ดีด้วย!”
บังเอิญว่าสองพี่น้องสกุลเยี่ยนก็จะไปซื้อข้าวที่อำเภอเช่นกัน
ดังนั้นพี่น้องทั้งสามจึงเดินพลางพูดคุยพลาง มุ่งหน้าเข้าไปในอำเภอ
ครึ่งชั่วยามต่อมา
พี่น้องทั้งสามจูงม้ามาถึงอำเภอติ้งเปียน
ทว่าเมื่อเข้าสู่ตลาด หลี่โย่วกลับสัมผัสได้ถึงบรรยากาศตึงเครียดผิดปกติในทันที แผงขายของริมถนนสองข้างทางลดน้อยลงกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
ผู้คนรีบร้อนเดินสวนกันไปมา ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรู!
ในเวลานั้น จากถนนสายหลัก มีเสียงตวาดดังขึ้นหลายเสียง
“ฮะ!”
“หลีกไป!”
หลี่โย่วและพี่น้องสกุลเยี่ยนรีบหลบเข้าไปใต้ชายคาบ้านริมทาง
สิ่งที่เห็นในสายตา คือกลุ่มคนคุ้มกันที่เต็มไปด้วยจิตสังหารขี่ม้าคุ้มกันรถม้าอันโอ่อ่าหลายคัน แล่นผ่านหน้าไปอย่างอึกทึก
หลายครอบครัวที่มีฐานะและอำนาจในอำเภอกำลังเก็บข้าวของมีค่าและเริ่มหลบหนีแล้ว
รถม้าบางคันที่รีบร้อนเลือกเส้นทางไม่ถูกแล่นผ่านไป
ถนนกลับคืนสู่ความเงียบสงบ
หลี่โย่วและพี่น้องสกุลเยี่ยนมองหน้ากัน ต่างรู้ดีแก่ใจ
เยี่ยนเสี่ยวชีเข้ามาใกล้ กล่าวเสียงทุ้ม “เกรงว่า... กองทัพจับเป็นของสิบแปดเผ่าโจรเหนือจะมาอีกแล้ว”
หลี่โย่วมีสีหน้าหนักใจ พยักหน้า
กองทัพจับเป็น
กองกำลังทหารชั้นยอดของสิบแปดเผ่าโจรเหนือ
ทุกปีเมื่อถึงฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ กองกำลังทหารชั้นยอดของพวกโจรเหนือจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มบุกเข้าสู่แดนใต้ ทำหน้าที่จับกุมผู้คนเพื่อเอาไปเป็นทาสโดยเฉพาะ
ด้วยเหตุนี้จึงได้ชื่อว่า “กองทัพจับเป็น”
ครอบครัวของสองพี่น้องสกุลหลิวที่ประสบเคราะห์ร้ายก็ถูก “กองทัพจับเป็น” สังหารจนหมดสิ้น มีเพียงสองพี่น้องที่เฉลียวฉลาดจึงหนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด
ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว
หลี่โย่วตะโกนเสียงต่ำ “ไป!”
ไม่นานนัก พี่น้องทั้งสามเดินเร็ว ๆ เข้าไปในร้านขายธัญพืชที่ใหญ่ที่สุดในตลาด ต่างคนต่างซื้อข้าวสารแป้งและธัญพืชหยาบจำนวนหนึ่ง แล้วจึงรีบเดินออกมา
มัดธัญพืชไว้บนหลังม้า
กลับถึงบ้าน
หลี่โย่วยืนอยู่ในลานบ้าน พลางครุ่นคิด
ตนซื้อข้าวสารกลับมาห้าชั่ง แป้งห้าชั่ง ธัญพืชหยาบสิบกว่าชั่ง อาหารอันน่าเวทนาเพียงเล็กน้อยนี้ แค่พอให้สามคนกินได้เพียงสี่ห้าวันเท่านั้น
แต่โจรเหนืออาจบุกเข้ามาได้ทุกเมื่อ
ความรู้สึกเร่งด่วนรุนแรงทำให้คิ้วของหลี่โย่วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย