“กระหม่อมถวายบังคมฝ่าบาท!”
“ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี!”
ทั้งเจ็ดคนคุกเข่าลงกับพื้น ถวายคำนับอย่างนอบน้อม
เมื่อขันทีเลื่อนฉากบังออก เสียงแหบพร่าจากบนแท่นบรรทมก็เอ่ยอนุญาตให้พวกเขานั่ง
เมื่อทุกคนลุกขึ้น จึงได้เห็นสภาพของหนิงหวยชิงในยามนี้อย่างชัดเจน
เห็นเพียงว่าด้านในฝ่าบาททรงฉลองพระองค์บรรทมสีเหลืองสด ด้านนอกคลุมเสื้อคลุมสีเงินขาวไว้อย่างหลวม ๆ
พระเกศายาวมิได้รวบ ปล่อยสยายลงบนบ่า พระวรกายผอมบาง พระพักตร์ซีดขาว ใต้พระเนตรมีเงาคล้ำจาง ๆ พระโอษฐ์บางไร้สีเลือด พระขนงและพระเนตรเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
จี้จงหมิ่นรู้สึกใจหาย ขมวดคิ้วพลางลดเสียงลงด้วยความห่วงใย “ฝ่าบาททรงไม่สบายตรงที่ใดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ หรือจะให้เรียกหมอหลวงมาตรวจ แล้วพวกเราค่อยปรึกษากันวันหลังก็ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“หากพระวรกายฝ่าบาทไม่สบายจริง ๆ ก็อย่าทรงฝืนเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ”
เฟยยวี่ยนเนียน เสนาบดีกรมพิธีการก็เอ่ยขึ้นตาม
เหวินหงงยวี่ที่อยู่ด้านข้างกวาดตามองสีพระพักตร์ แม้ในใจจะปรารถนาให้พระองค์ประชวรหนักยิ่งกว่านี้ แต่ก็ยังกล่าวถ้อยคำห่วงใยตามคนอื่นไปสองสามคำ
ได้ฟังพวกเขาผลัดกันกล่าวถามไถ่ หนิงหวยชิงก็อดกลั้นความไม่สบายที่แล่นริ้วอยู่ในท้อง ยกมือแตะริมฝีปาก ไอเบา ๆ สองสามครั้ง จากที่อ่อนแรงอยู่เพียงสามส่วนก็แสดงออกมาถึงสิบส่วน
“เจิ้นไม่เป็นไร...หลายวันมานี้บรรทมไม่ค่อยหลับ จึงถูกลมหนาวจนปวดศีรษะเท่านั้น”
“แค่ก ๆ...ขุนนางที่รักทั้งหลายไม่ต้องเป็นห่วง”
เห็นจี้จงหมิ่นยังอยากจะพูดอะไร หนิงหวยชิงจึงยกมือขึ้นห้าม
“ที่เจิ้นเรียกพวกท่านมา ก็เพื่อปรึกษาสองเรื่อง”
“ฝ่าบาทโปรดรับสั่งพ่ะย่ะค่ะ”
หนิงหวยชิงขยับพระวรกายขึ้นเล็กน้อย มือหนึ่งกุมพระนาภี อีกมือยันแผ่นเตียง ท่าทางเจ็บปวดอย่างยิ่งแต่ก็อดกลั้นเอาไว้ แม้แต่การลุกขึ้นนั่งยังดูยากลำบาก
ที่จริงฤทธิ์ของน้ำแกงถ้วยนั้นยังไม่แสดงออกมาเต็มที่ แต่ว่า!
