ความจริงพอกลับถึงจวนอ๋อง ชิงอู๋ก็ฟื้นแล้ว
แต่นางยังแสร้งหลับต่อ อยากดูว่าเซียวเฉินเยี่ยนจะทำเช่นไร เมื่อร่างถูกวางลงบนเตียงนอน นางยังคงหลับตาปี๋ แขนเกี่ยวคอของบุรุษไว้ไม่ยอมปล่อย
คอถูกนางรัดไว้ เซียวเฉินเยี่ยนได้แต่โน้มตัวลง มือยันข้างใบหน้านาง ระยะห่างของทั้งสอง ล่วงเกินขอบเขตปลอดภัยมานานแล้ว
เขามองใบหน้าใกล้ตรงหน้านี้อย่างพินิจ ตระกูลอวิ๋นมีสตรีงามมาก บางทีอาจเป็นเพราะล้วนเป็นสายเลือดตระกูลอวิ๋น ใบหน้านี้จึงงดงามละเอียดประณีตนัก
หากพิจารณาให้ดี ก็ไม่ยากที่จะหาร่องรอยที่คุ้นเคยจากหว่างคิ้วและหางตา
“ดอกไอริสตรงคานรถเทียมม้า เจ้าเป็นคนวาดหรือ” เซียวเฉินเยี่ยนถาม
เห็นชิงอู๋ไม่มีปฏิกิริยา เขาหรี่ตาลง กล่าวเสริม “แสร้งหลับต่อไป สินเดิมที่เจ้าขโมยมาจากห้องลับของอวิ๋นโฮ่วสิงก็จะไม่มีแล้ว”
ชิงอู๋ลืมตาขึ้นทันที โกรธกริ้ว “เซียวเฉินเยี่ยน เจ้ายิ่งนักนะ! ที่ไหนมีแย่งสินเดิมคนอื่น?”
“ไม่แสร้งแล้วหรือ”
ชิงอู๋เบ้ปาก แต่มือที่รัดคอเขากลับไม่ยอมปล่อย เชิดคางขึ้นอย่างได้ใจและเจ้าเล่ห์ “ข้าก็จะแสร้ง ไม่ยอมก็อดกลั้นเอาเถิด”
เซียวเฉินเยี่ยนไม่สนใจการเล่นลิ้นของนาง “ดอกไอริส ใครสอนให้เจ้าวาด”
ชิงอู๋คล้ายไม่ได้ยินการหยั่งเชิงของเขา “ดอกไอริสอะไร” นางเอียงศีรษะ “โอ้ เจ้าหมายถึงยันต์ที่ข้าวาดนั่นหรือ”
นางยิ้มเกียจคร้าน “ก็แค่ดอกไม้ดอกหนึ่ง จำเป็นต้องมีใครสอนหรือ”
“ก่อนหน้านี้บนโคมไฟที่เจ้าหยิบไปก็มีดอกหนึ่ง ข้าเห็นว่างาม ก็เลยเรียนแบบมา”
เซียวเฉินเยี่ยนไม่ปล่อยให้สีหน้าแววตาที่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อยของนางหลุดรอด
ไม่รู้ว่านางแสดงเก่งเกินไป หรือความจริงเป็นเช่นนั้น เซียวเฉินเยี่ยนหาร่องรอยการโกหกไม่พบเลยแม้แต่น้อย
คืนนี้ ความร้อนรุ่มที่พลุ่งพล่านในใจเหมือนถูกน้ำเย็นราดดับ คงเหลือเพียงความว่างเปล่าและความขื่นขำตนเอง
ควันกรุ่นที่ลอยอ้อยอิ่งห่อหุ้มความไม่ยอมจำนน เขายังหลงเหลือความสงสัย ดื้อรั้นพินิจนาง
“ดอกไอริสเป็นเรื่องบังเอิญ แล้วที่เจ้าทุ่มเทกับเรื่องของฮูหยินหมู่ถึงเพียงนั้น ก็เป็นเรื่องบังเอิญด้วยหรือ”