“นี่...นี่มันผีหลอกชัด ๆ! บ้านเราถูกขโมยของแล้ว!” หลิวจงกวงเสียงสั่นจนแทบพูดไม่เป็นคำ ขาทั้งสองข้างอ่อนปวกเปียกราวกับเส้นบะหมี่
ในตอนนั้นเอง เสียงด่าทอของอูเอ้อฮวากับหลิวจงเว่ยก็ดังสนั่นมาจากบ้านของเรือนสาม
อูเอ้อฮวาหนาวจนริมฝีปากเขียวคล้ำ คลานตะเกียกตะกายออกจากห้องมาได้ก็ชี้ไปยังประตูเรือนใหญ่ แล้วกระทืบเท้าด่ากราด
คนจากทั้งสองเรือนเห็นว่าโต๊ะเก้าอี้ในบ้านของตัวเองหายไป แม้แต่เสื้อผ้าบุนวมกับผ้าห่มก็ไม่เหลือ จึงสงสัยอีกฝ่ายขึ้นมาทันที
“อูเอ้อฮวาเอ๊ย เมื่อวานเห็นบ้านข้าเพิ่งได้เสื้อบุนวมใหม่แล้วอิจฉาใช่ไหม กลางดึกถึงได้ย่องเข้ามาขโมยของในเรือนใหญ่ มือไม้ไม่สะอาดเอาเสียเลย!”
เสี่ยวจางซื่อห่มผ้าขาดบาง ๆ ไว้ลวก ๆ ก่อนจะพุ่งเข้ามาในลานบ้านแล้วด่ากราด
อูเอ้อฮวาไม่ใช่คนที่จะยอมเสียเปรียบ นางเท้าเอวทั้งสองข้างแล้วตะโกนสวนกลับด้วยเสียงแหบพร่า
“ถุย! เสี่ยวจางซื่อ อย่ามาใส่ร้ายกันหน้าด้าน ๆ! ข้ายังจะบอกว่าเรือนใหญ่ของพวกเจ้าจนตรอกเสียจนมาขโมยกระโถนที่เรือนสามใช้ตอนลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำกลางคืนเลย!”
“กล้าด่าว่าเรือนใหญ่ของข้าจนงั้นรึ? วันนี้ข้าจะฉีกปากเหม็น ๆ ที่เอาแต่พ่นขี้ของเจ้าให้ได้!” เสี่ยวจางซื่อโกรธจนตัวสั่น ก่อนจะพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายทันที
สะใภ้จากทั้งสองเรือนตบตีกันนัวเนียอยู่กลางลานบ้านในพริบตา
เสี่ยวจางซื่อคว้าผมยุ่งเหยิงของอูเอ้อฮวาไว้แน่น ส่วนอูเอ้อฮวาก็ตบสวนกลับจนหน้าเสี่ยวจางซื่อหันไปตามแรง
หลิวจงกวงกับหลิวจงเว่ยต่างปกป้องภรรยาของตน พลางผลักอกและกล่าวหาอีกฝ่ายว่าไร้ยางอาย ดูท่าจะได้ลงไม้ลงมือกันเต็มที่แล้ว
