ติงเยี่ยนนิ่งค้างไป
“...ขอ?”
ตลอด 10 วันที่ผ่านมา เขาคิดหาวิธีเข้าไปนับหมื่นแบบ ทั้งฝ่าด่าน บุกค่ายกล สำรวจลวดลาย อาศัยจังหวะคนอื่น แม้แต่ปีนกำแพงก็ยังคิดมาแล้ว
มีแค่คำนี้คำเดียวที่เขาไม่เคยนึกถึง
“ประหลาดใจมากเลยใช่ไหม”
ผู้อาวุโสสือยกเพลิงสวรรค์วิญญาณที่วางอยู่บนฝ่ามือขึ้นเบา ๆ
เจ้าตัวเล็กทะยานขึ้น บินกลับไปเกาะบนไหล่ติงเยี่ยน ก่อนจะนั่งหมอบลงเหมือนเดิมและกอดหางไว้
“แต่ในฐานะสถานที่ลึกลับที่สุดของอารยธรรมแห่งหนึ่ง ไม่ใช่ใครก็เข้าไปได้หรอก”
“คนทั่วทั้งเมืองเข้าไปในหอคอย หอคอยตั้งอยู่ในทะเลก็จริง แต่หอคอยก็คือหอคอย ทะเลก็คือทะเล”
“ถ้ามีวาสนาต่อกัน...”
ชายชรายกมือที่สวมกำไลทองแดงสามวงขึ้น แล้วกวาดมือลงไปครึ่งวงเหนือเงาร่างที่นั่งหลับตานิ่งอยู่ตามถนนสายยาว
“ถ้านายขอ เธอก็จะให้เข้าไป”
ติงเยี่ยนมองตามครึ่งวงที่ชายชรากวาดมือ
ทั้งคนชิดกำแพง ใต้ชายคา และกลางถนน ผู้คนทั่วเมืองต่างหลับตาเข้าไปในหอคอย รับสืบทอดวิชา วนเวียนกันเข้าออกอย่างคึกคัก
แต่ที่เขาจะไปคือทะเลแท้จริงซึ่งอยู่นอกหอคอย
“ข้างในอันตรายไหม”
เขาถามเรื่องสุดท้าย
“ไม่อันตราย”
ผู้อาวุโสสือส่ายหน้า
“กลับกัน ปลอดภัยมาก”
พูดถึงตรงนี้เขาก็หยุดไปครู่หนึ่ง เงาหอคอยค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไหล่ไปครึ่งช่วงตัว
“เพราะที่นี่คือแนวป้องกันสุดท้ายของมนุษยชาติ”
“ถ้าทะเลวิญญาณถูกยึดไปได้...”
“อารยธรรมนี้ก็เหลือแค่ชื่อแล้ว”
ติงเยี่ยนประสานมือแล้วก้มคำนับชายชรา
“ขอบคุณครับผู้อาวุโส”
ผู้อาวุโสสือโบกมือ หันหลังแล้วแหงนมองยอดหอคอย ไม่พูดอะไรอีก
ติงเยี่ยนเดินออกจากลานหินใต้หอคอย กลับไปยังถนนสายยาว
ตะวันคล้อยไปทางตะวันตกเล็กน้อย ผู้คนที่หลับตาอยู่เต็มถนนก็เพิ่มขึ้นอีกหลายคน