เซินถังมองเขา
คนคนนี้พูดจาเย็นชาไม่ไว้หน้าใครก็จริง แต่ทุกคำล้วนตรงประเด็น และกำลังช่วยเธอช่วงชิงโอกาสอยู่
“เข้าใจแล้วค่ะ” เธอตอบ
มู่ชิงหานพยักหน้า ก่อนยกถ้วยชาขึ้นมาอีกครั้ง
“ไปทำธุระเถอะ”
เซินถังลุกขึ้นเดินไปสองก้าว แล้วก็หยุด
“พี่ชิงหาน”
“หืม?”
“ขอบคุณนะคะ”
“ไม่ต้องเกรงใจ ถ้าพูดขอบคุณอีก ฉันจะโกรธแล้วนะ”
“ได้ค่ะ ไม่พูดแล้ว” เซินถังยิ้ม ก่อนเร่งฝีเท้าตามลู่เหยี่ยนจือที่เดินไปถึงประตูรั้วแล้ว
มู่ชิงหานมองแผ่นหลังของทั้งสองคนที่ลับหายไปตรงช่องโหว่ของกำแพงเตี้ย
จากนั้นก็หันหน้าไปหยิบไม้เท้าที่วางอยู่ข้างตัว
เซินถัง เธอไปทำสิ่งที่คิดว่าควรทำเถอะ ส่วนที่เหลือ ฉันจะช่วยเธอเท่าที่ทำได้
……
สามวันต่อมา
กองบัญชาการเขตทหารภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
ห้องทำงานของซูเจิ้นกั๋วอยู่ทางตะวันออกสุดของชั้นสองในกองบัญชาการ หน้าประตูมีทหารยามถือปืนยืนอยู่สองนาย
ห้องทำงานไม่กว้างขวาง เรียบง่ายกว่าที่คิดไว้มาก
มีโต๊ะทำงานเก่า ๆ หนึ่งตัว เก้าอี้หวายหนึ่งตัว และแผนที่ภูมิประเทศภาคตะวันตกเฉียงเหนือแขวนอยู่บนผนัง บนแผนที่ปักธงเล็กสีแดงกับสีน้ำเงินไว้เต็มไปหมด บนขอบหน้าต่างมีแก้วเคลือบใบหนึ่งวางอยู่ บนนั้นพิมพ์ตัวอักษรสีแดงไว้ห้าตัวว่า “รับใช้ประชาชน”
ซูเจิ้นกั๋วนั่งอยู่บนเก้าอี้หวาย
เขาอายุหกสิบกว่า รูปร่างกำยำ ผมขาวโพลนแต่ยังดูแข็งแรงกระฉับกระเฉง ดวงตาคู่หนึ่งไม่โตนัก ทว่าสายตาลุ่มลึกและหนักแน่น ความคมกริบนั้นหล่อหลอมขึ้นจากสนามรบ
บนโต๊ะตรงหน้าเขามีรายงานที่มู่ชิงหานส่งมาเปิดค้างไว้
อ่านจบแล้ว ก็ถึงเวลาพบตัวจริง
“ให้พวกเขาเข้ามา” เขากล่าว
ประตูเปิดออก
เซินถังกับลู่เหยี่ยนจือเดินเข้ามา
ลู่เหยี่ยนจือสวมชุดที่เรียบร้อยที่สุดของเขา เป็นชุดจงซานสีน้ำเงินเข้ม ติดกระดุมครบทุกเม็ดอย่างเนี้ยบกริบ ผมหวีเรียบด้วยน้ำจนเข้าทรง ทว่ามือกลับสั่นน้อย ๆ
