หลังฟังคุณย่าถ่ายทอดเรื่องราวจบลง
เฮ่อจิ่งเฉินจึงได้รู้ว่า ที่แท้ถงเยว่เป็นเด็กกำพร้า
เธอถูกทิ้งไว้หน้าสถานสงเคราะห์ตั้งแต่ยังเล็ก และอยู่ที่นั่นจนถึงอายุ 12 ปี ก่อนจะถูกรับไปเลี้ยงโดยตระกูลหลัว
พออายุ 18 ปี เธอก็ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเอง
เมื่อปีก่อน ตระกูลถงตามหาเธอจนพบ ที่แท้เธอคือลูกสาวคนโตที่พลัดพรากจากตระกูลถงมานานหลายปี
แม้ตระกูลถงจะไม่ใช่ตระกูลชั้นแนวหน้าในแวดวงเศรษฐีของจิงซื่อ แต่ทรัพย์สินของถงเจี้ยนกงที่มีถึง 1,000 ล้าน ก็เพียงพอให้ถงเยว่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย
ทว่าความสุขอยู่ได้ไม่นาน เพียงครึ่งปีต่อมา ครอบครัวของเธอก็ล้มละลาย ถงเจี้ยนกงเองก็ป่วยกำเริบจนเสียชีวิต
……
หลังเสวี่ยเหมยพูดจบ น้ำตาก็ไหลอาบแก้มไปนานแล้ว
เธอกะพริบเปลือกตาที่เต็มไปด้วยริ้วรอย
แล้วพูดว่า “เด็กคนนี้กตัญญูมาก หลังถูกรับมาเลี้ยงได้ไม่นานก็ไม่ได้มีชีวิตสุขสบาย พอครอบครัวตกต่ำ ช่วงหลายปีหลังจากนั้นก็ลำบากมาก
พ่อกับแม่ของเธอไม่ค่อยชอบเธอ ที่บ้านเธอต้องทำงานบ้านทุกวัน บางครั้งฉันเห็นเด็กน่าสงสาร ก็ให้มาหาฉันบ่อย ๆ”
เมื่อนึกถึงเรื่องในอดีต คุณย่าก็ปวดใจมาก
เธอเสียใจที่ไม่ได้รับเด็กมาอยู่ข้างกายให้เร็วกว่านี้
น่าเสียดายที่ตอนนั้นพวกเขาเองก็มีฐานะไม่ดี สามีก็สุขภาพย่ำแย่ เธอจึงช่วยอะไรไม่ได้
เฮ่อจิ่งเฉินนั่งอยู่ข้าง ๆ เม้มริมฝีปากแน่น เงียบไม่พูดอะไร
ที่แท้เขาเข้าใจผิดมาตลอด
เขาคิดมาตลอดว่าถงเยว่เติบโตมาในครอบครัวร่ำรวย เป็นเด็กสาวที่ถูกตามใจจนเสียคน
เขาคิดว่าความอ่อนโยน ความใจดี และความเอาใจใส่ทั้งหมดที่เธอแสดงต่อหน้าเขาเป็นเพียงการเสแสร้ง
ทำไปก็เพื่อเงิน
แต่เมื่อมองดูตอนนี้ ทุกอย่างล้วนเป็นแค่การคาดเดาของเขา
